Isariya's profile>>--Architecture must bu...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 16 ฟุ้งซ่านมรณานุสสติหมดโปรโมชั่นแล้วจริงๆสำหรับเทศกาลงานศพของคุณปู่ ซึ่งฉันได้เขียนถึงไว้หลาย entry มากๆ กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่เหมือนไม่ได้จากกันไปไหนเลย คือ...ธีสิส... ที่ผ่านมาเราต้องคอยบอกปัดแก้ตัวทำนองว่า "ไม่ได้ทำมาค่ะ ไปงานศพ ขอเลื่อนตรวจแบบค่ะ ไปงานเผา ยังไม่ได้ทำค่ะ พอดีไปงานลอยอังคาร" กับสีหน้าผิดหวังของอาจารย์เวลาถามว่า "โน่นไปดูมายัง นั่นไปทำมายัง" แล้วยังไม่คืบหน้าไปไหน ก็ให้อับอาย รู้สึกไร้ความรับผิดชอบ แต่ใจหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่า มันสุดวิสัยเรื่องครอบครัว แล้วจะให้ตู...ทำยังไง จะให้บอกว่าอย่าเพิ่งตาย รอหลานส่งงานก่อนเรอะ เหนื่อย ไม่รู้ด้วยและ...เหมือนพักร้อนที่ไม่ได้พัก และจริงๆแล้ว ทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ส่งงานตามกำหนดทุกครั้ง เหนื่อยอภิโคตร
ถ้าพูดถึงเรื่องตายๆ ก็เห็นมีศาลานึงที่ตั้งศพร้อยวัน ตอนงานศพอากง
November 14 คนเรียนเก่งที่ไม่ค่อยฉลาดวันก่อนได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้มีประสบการณ์สูงกว่า ฉันก็เลยถามเค้าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เค้ามาทำอาชีพที่เค้าเป็นอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็คุยกันอีกหลายเรื่อง ระหว่างนั้น ก่อนหน้านั้นเราไปทำธุระด้วยกัน แล้วก็เลยได้ปัญญาขึ้นมาว่า ถ้าฉันเรียนจบออกไปแล้วเนี่ย ความรู้ทีได้เรียนมา (ที่ก็ไม่แน่ใจว่าเรียนอะไรมามั่ง) ก็คงจะแทบไม่มีความหมายอะไร เพราะตอนนี้ บรรดาสิ่งที่ฉันกำลังจะต้องเจอ มันก็ได้ซัดสาดเข้ามาเกยที่เท้าแล้ว รอวันที่จะดึงลากฉันลงไปสู่ทะเลแห่งความเข้าใจผิด อันเนื่องมาจากความคิดที่หลากหลายของมนุษย์ มันคือการติดต่อสื่อสารกับคน จังหวะเวลา การรู้กาละเทศะ การรู้จักเจรจา โชค และเส้นสาย ขึ้นอยู่กับว่า เรารู้จักใครบ้าง แล้วเขาจะนำพาเราไปเจอกับอะไรบ้าง ทั้งหมดนี้ฉันน่าจะได้รู้ว่ามันสำคัญมากกว่า มาตั้งนานแล้ว โดยเฉพาะกับสังคมไทย สังคมอื่นเป็นอย่างไรไม่รู้ ฉันไม่เคยอยู่นานพอที่จะตัดสินได้ จากการที่ต้องติดต่อเพื่องานที่จะเรียนจบในช่วงนี้ มีความรู้สึกว่า ทำงานกับคนเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในโลก ยากกว่าปรัชญา ยากกว่าตัวเลข แต่ถ้าเก่งไม่ได้ก็จะประสบความสำเร็จไม่ได้ คนบางคนเข้าใจเราอย่างนึงแล้วเขาไม่เสียเวลามาอธิบาย เขาก็เอาเราไปพูดเสียๆหายๆ ยิ่งคนที่ต้องรับผิดชอบเราบอกปัดว่า ตอนนั้นยังไม่ได้รับเด็กคนนี้ไว้ในความดูแล อีก มันก็ยิ่งทำให้เสียใจมากขึ้นเป็นสองสามเท่า พอมาตอนนี้เขาก็ไม่มีอะไรจะปัดออกไปได้แล้วว่าฉันอยู่ในความดูแลของเขา แต่นึกถึงที่เขาบอกปัดกับคนคนนั้น ตอนที่เกิดเรื่องขึ้น (ซึ่งเขาก็คงไม่ได้ตั้งใจจะให้ฉันรู้ว่าเขาไปพูดแบบนั้น) ฉันก็อยากจะเข้าไปบอกเลยว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องรับฉันไว้ก็ได้นะ แต่ไปพูดแบบนั้นมันก็จะยิ่งทำให้เรื่องยาวขึ้นมาอีก และก็จะไม่มีใครมีความสุข โดยเฉพาะตัวฉันเอง ทิฐิก้อนนั้นไม่ทำให้อะไรดีขึ้น นอกจากทำให้อนาคตที่ไม่ค่อยเสถียร ดูมืดมนลงอย่างไม่ต้องสงสัย ก็คงต้องเรียนรู้ที่จะมองข้ามจุดดำๆ จุดนี้ไป เพราะโดยทั่วไปฉันชอบเขา และเขาก็ได้ช่วยเหลือฉันไว้มากในช่วงเวลาที่ผ่านมา ถ้าอยากให้มองหน้ากันต่อไปได้ก็ต้องลืมมันไปบ้าง ก็คงจะมีอีกหลายเรื่องหลายความ ที่คนเราเสียความรู้สึกเพราะคนอื่น ฉันเองก็ได้ทำแบบนั้นไปหลายครั้งจนตัวเองเสียโอกาสที่ดีในชีวิตไปมากมาย ครั้งนี้ดีใจที่ได้เรียนรู้ จะได้เก็บไว้ระวัง ในอนาคตภายหน้าที่อาจไม่มีใครมาบอกมาเตือนอะไรฉันอีก บางครั้งร้อยล้านพันล้านมันก็จบลงได้ที่คำพูดคำเดียว อนาคตของคนก็เหมือนกัน การผิดใจกันของคนทำให้จดจำ ทำให้การตัดสินใจเขวไป ทำให้ใจคนลำเอียง เพราะเราทั้งหลายต่างก็เป็นปุถุชนใช่ไหม October 24 ความโดดเดี่ยวของศูนย์กลางจักรวาลสมาชิกในครอบครัวฉันกำลังจะจากไปอีกหนึ่งคน ถ้าใครเคยอ่านโพสต์ที่แล้วๆ ก็คงจะรู้ว่า เป็นปู่ฉันเองแหละ
ตอนนี้ทุกคนในบ้านก็เตรียมซื้อเสื้อผ้าดำ ขาว
มันเป็นเรื่องตลกร้ายมากๆ ในความคิดของฉัน ที่ซื้อโน่นนี่ จองวัดกันตั้งแต่คนตายยังนอนหายใจอยู่บนเตียงอยู่เลย แถมบาปด้วย เพราะเราก็ยังพยายามจะคิดว่า "แล้วไอ้เสื้อขาวดำตัวนี้มันสวยมั้ยวะ" กลายเป็นมหกรรมที่แฝงไปด้วยความสนุกเล็กน้อย ว่าจะจับเสื้อผ้ามาแมตช์กันได้อย่างไร ว่าเข้าไปโน่น
โบว์ เพื่อนฉันเคยตั้งชื่อ msn ว่า "พบเพื่อพราก จากเพื่อเจอ" แล้วฉันก็ได้รู้ว่า มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันไม่มีใครอยู่กับเราได้นาน แม้จะเป็นคนที่หวังจะให้อยู่ด้วยนานๆ ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วไม่พบกับการพลัดพรากเลยสักคน
ในโลกที่การเคลื่อนที่แบบบราวนิ่งนำมาใช้กับรูปแบบสังคมได้ เราก็คงได้เจอกับคนมากมาย วิ่งชนไปชนมาเหมือนอนุภาค แต่สุดท้ายแล้วเราก็เคลื่อนที่ไปคนเดียว
มานึกว่าคนที่อยู่รอบๆเรา สักวันยังไงก็ต้องจากกัน แล้วก็เหงาโดยที่ยังไม่ต้องทำอะไร
ฉันเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายขั้นเทพ แต่เมื่อนึกย้อนถึงความทรงจำในอดีตที่เกี่ยวกับคนอื่น ไม่รู้ทำไมที่นึกออกแต่เรื่องดีเสมอ นึกถึงเวลาที่ใช้กับคนที่ทำให้มีความสุข หรือแม้แต่คนที่ตอนนั้นไม่สุขเลยก็ตาม แต่เรากลับมองมันด้วยสายตาที่เป็นมิตร ทำไมชั้นไม่ยิ้มให้กับมันตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่รู้นะ
อนุภาคชีวิตที่วิ่งชนกับอะไรมากมาย ผ่านมาได้ก็ฝากรอยแห่งความทรงจำเอาไว้ แล้วบางที เราก็อาจจะมองเห็นอนุภาคที่เคยวิ่งชนกันมา อยู่ห่างๆไกลๆ แม้จะรู้ว่ามันจะไม่โปรเจคต์มาเจอกันได้อีกแล้วก็ตาม
ตกลงพยายามจะเขียนอาไรวะ ตัวเองก็งง October 01 เออไอ้มั่วปวดหัวกะอินดิ๊มาหลายเพลา รู้สึกมันทำยากเย็นยังไงก็ไม่ถึงฝั่ง
ส่วนหนึ่งเพราะฟังคนโน้นคนนี้มากไป นี่บ่นไปแล้ว แต่ไอ้อีกอย่างคือสิ่งที่คุยกับปลื้มเมื่อวันก่อน (งงไม่หายว่าทำไม? ปลื้มถึงมาคุยเรื่องเป้าหมายในชีวิตกับเราที่ร้านคิโนะ) คือ ปลื้มบอกว่า การที่จะประสบความสำเร็จน่ะมันต้องเลือกจุดมุ่งหมายให้ได้ก่อน ไม่ใช่เลือกวิธีการก่อน
ซึ่งไอ้การทำอินดิ๊ของฉันก็คือสิ่งนี้เลย คือ ฉันเลือกที่จะทำอินดิ๊ด้วยการบอกว่า “ฉันจะศึกษาอัตลักษณ์ไทย” แต่ไม่รู้ว่าจะศึกษาไปเพื่อแป๊ะอะไร แล้วพอศึกษา ก็ไปตั้งกรอบให้มันเข้ากับแพคเกจจิ้งว่า งั้นศึกษาอัตลักษณ์ของเครื่องงานฝีมือไทย ละกัน จะได้เอา Form มาข้องเกี่ยวกับ Packaging ได้
แพคเกจจิ้งเป็นอะไรที่กว้างมากกกกก และไอเดนติตี้ของสิ่งของใดๆ ก็มาจาก Character ของผลิตภัณฑ์นั้นๆ มิใช่การศึกษาแบบเหวี่ยงแหแล้วจะเอาผลไปประยุกต์เข้าได้กับทุกกรณี ไม่ใช่เลยนะ
แล้วอี Thai Identity นี่ก็กว้างมากกกก มหาสมุทรสุดลึกล้นคณนาสิ้นดี ศึกษาไปก็ชักจะมั่วและงงๆ (ก่อนหน้านี้หัวข้อมันก็งงอยู่แล้ว แต่เรายังไม่อาจตระหนัก) ทำให้ทั้งเทอมนี่เนื้อยเหนื่อย
คงเหมือนที่ปลื้มพูดว่า เวลาแกจะไปไหน แกต้องถามก่อนว่า ถ้าฉันอยากไปที่นี่ ฉันต้องไปยังไง ไม่ใช่แกเลือกรถได้แล้วบอกว่า แกจะขึ้นรถคันนี้ แกจะไปที่นี่ได้ยังไง เพราะบางที 47 มันก็ไปแค่สาธร มันไม่ไปคันนายาว
อะไรของมันไม่รู้หล่ะ รู้แต่ว่าฉันต้องจบอินดิ๊ให้ได้เลยศุกร์นี้ แม่ง เบื่อหน่าย September 30 อากงเขียนถึงผู้ชายสองคน ที่มีอิทธิพลต่อเรามากๆในชีวิต
|
|
|||||
|
|