Isariya's profile>>--Architecture must bu...PhotosBlogListsMore Tools Help
Photo 1 of 5
More albums (73)
October 24

ความโดดเดี่ยวของศูนย์กลางจักรวาล

สมาชิกในครอบครัวฉันกำลังจะจากไปอีกหนึ่งคน

ถ้าใครเคยอ่านโพสต์ที่แล้วๆ ก็คงจะรู้ว่า  เป็นปู่ฉันเองแหละ

 

ตอนนี้ทุกคนในบ้านก็เตรียมซื้อเสื้อผ้าดำ ขาว

 

มันเป็นเรื่องตลกร้ายมากๆ  ในความคิดของฉัน  ที่ซื้อโน่นนี่  จองวัดกันตั้งแต่คนตายยังนอนหายใจอยู่บนเตียงอยู่เลย  แถมบาปด้วย  เพราะเราก็ยังพยายามจะคิดว่า  "แล้วไอ้เสื้อขาวดำตัวนี้มันสวยมั้ยวะ" กลายเป็นมหกรรมที่แฝงไปด้วยความสนุกเล็กน้อย  ว่าจะจับเสื้อผ้ามาแมตช์กันได้อย่างไร  ว่าเข้าไปโน่น

 

โบว์  เพื่อนฉันเคยตั้งชื่อ msn ว่า "พบเพื่อพราก จากเพื่อเจอ"  แล้วฉันก็ได้รู้ว่า  มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ  มันไม่มีใครอยู่กับเราได้นาน  แม้จะเป็นคนที่หวังจะให้อยู่ด้วยนานๆ  ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วไม่พบกับการพลัดพรากเลยสักคน

 

ในโลกที่การเคลื่อนที่แบบบราวนิ่งนำมาใช้กับรูปแบบสังคมได้  เราก็คงได้เจอกับคนมากมาย  วิ่งชนไปชนมาเหมือนอนุภาค  แต่สุดท้ายแล้วเราก็เคลื่อนที่ไปคนเดียว

 

มานึกว่าคนที่อยู่รอบๆเรา  สักวันยังไงก็ต้องจากกัน  แล้วก็เหงาโดยที่ยังไม่ต้องทำอะไร

 

ฉันเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายขั้นเทพ  แต่เมื่อนึกย้อนถึงความทรงจำในอดีตที่เกี่ยวกับคนอื่น  ไม่รู้ทำไมที่นึกออกแต่เรื่องดีเสมอ  นึกถึงเวลาที่ใช้กับคนที่ทำให้มีความสุข  หรือแม้แต่คนที่ตอนนั้นไม่สุขเลยก็ตาม  แต่เรากลับมองมันด้วยสายตาที่เป็นมิตร  ทำไมชั้นไม่ยิ้มให้กับมันตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่รู้นะ

 

อนุภาคชีวิตที่วิ่งชนกับอะไรมากมาย  ผ่านมาได้ก็ฝากรอยแห่งความทรงจำเอาไว้  แล้วบางที  เราก็อาจจะมองเห็นอนุภาคที่เคยวิ่งชนกันมา  อยู่ห่างๆไกลๆ แม้จะรู้ว่ามันจะไม่โปรเจคต์มาเจอกันได้อีกแล้วก็ตาม

 

ตกลงพยายามจะเขียนอาไรวะ  ตัวเองก็งง   

October 01

เออไอ้มั่ว

ปวดหัวกะอินดิ๊มาหลายเพลา  รู้สึกมันทำยากเย็นยังไงก็ไม่ถึงฝั่ง

 

ส่วนหนึ่งเพราะฟังคนโน้นคนนี้มากไป  นี่บ่นไปแล้ว  แต่ไอ้อีกอย่างคือสิ่งที่คุยกับปลื้มเมื่อวันก่อน (งงไม่หายว่าทำไม? ปลื้มถึงมาคุยเรื่องเป้าหมายในชีวิตกับเราที่ร้านคิโนะ) คือ ปลื้มบอกว่า การที่จะประสบความสำเร็จน่ะมันต้องเลือกจุดมุ่งหมายให้ได้ก่อน  ไม่ใช่เลือกวิธีการก่อน

 

ซึ่งไอ้การทำอินดิ๊ของฉันก็คือสิ่งนี้เลย  คือ  ฉันเลือกที่จะทำอินดิ๊ด้วยการบอกว่า “ฉันจะศึกษาอัตลักษณ์ไทย” แต่ไม่รู้ว่าจะศึกษาไปเพื่อแป๊ะอะไร  แล้วพอศึกษา ก็ไปตั้งกรอบให้มันเข้ากับแพคเกจจิ้งว่า  งั้นศึกษาอัตลักษณ์ของเครื่องงานฝีมือไทย  ละกัน จะได้เอา Form มาข้องเกี่ยวกับ Packaging ได้

 

แพคเกจจิ้งเป็นอะไรที่กว้างมากกกกก และไอเดนติตี้ของสิ่งของใดๆ ก็มาจาก Character ของผลิตภัณฑ์นั้นๆ มิใช่การศึกษาแบบเหวี่ยงแหแล้วจะเอาผลไปประยุกต์เข้าได้กับทุกกรณี  ไม่ใช่เลยนะ

 

แล้วอี Thai Identity นี่ก็กว้างมากกกก  มหาสมุทรสุดลึกล้นคณนาสิ้นดี  ศึกษาไปก็ชักจะมั่วและงงๆ  (ก่อนหน้านี้หัวข้อมันก็งงอยู่แล้ว  แต่เรายังไม่อาจตระหนัก) ทำให้ทั้งเทอมนี่เนื้อยเหนื่อย

 

คงเหมือนที่ปลื้มพูดว่า  เวลาแกจะไปไหน  แกต้องถามก่อนว่า  ถ้าฉันอยากไปที่นี่ ฉันต้องไปยังไง  ไม่ใช่แกเลือกรถได้แล้วบอกว่า แกจะขึ้นรถคันนี้  แกจะไปที่นี่ได้ยังไง  เพราะบางที 47 มันก็ไปแค่สาธร  มันไม่ไปคันนายาว

 

อะไรของมันไม่รู้หล่ะ  รู้แต่ว่าฉันต้องจบอินดิ๊ให้ได้เลยศุกร์นี้  แม่ง  เบื่อหน่าย

September 30

อากง

เขียนถึงผู้ชายสองคน ที่มีอิทธิพลต่อเรามากๆในชีวิต


ปู่ กะ พ่อ


เรื่องก็มีอยู่ว่า ปู่เราเป็นมะเร็ง


มะเร็งชนิดเดียวกับที่ทำให้ย่าเราจากไปเมื่อประมาณ 3 - 4 ปีที่แล้ว
คือแอบซ่อนอยู่ที่ขั้วปอด เอ็กซ์เรย์ไม่เห็น


สมัยยังหนุ่มปู่เราสูบบุหรี่มวนต่อมวน จริงอยากให้เพื่อนเราที่ตั้งโรงสีกันในคณะดูเอาไว้ว่าแก่แล้วจะเป็นยังไง
สมัยที่อาม่าเป็นมะเร็ง มันจะมีอาการหลายอย่างบ่งบอกมาก่อน อาจจะเพราะผู้หญิงที่มีลูกแล้วมักจะไม่แข็งแรงเท่าตอนยังไม่มี อาม่าฉันเป็นเด็กไอดีตัวอย่างด้วยการมีลูกเข้าไปตั้ง 6 คน เป็นโรงงานที่ประสบความสำเร็จมาก


ตอนนั้นอาม่าทั้งผ่าตัดสมอง ให้คีโม ฯลฯ ทรมานจนญาติเราที่ดูแลบอกว่า ไม่รู้ว่าตกลง ให้คีโมดีหรือไม่ดี
เถอะ อย่างไรอาม่าก็ไปสวรรค์แล้ว กลับมาที่คนที่ยังอยู่


อากงเป็นคนที่แข็งแรงมาก และเป็นคนที่ ในความทรงจำของฉันจะแยกตัวจากคนอื่นๆ จำได้ว่าตอนที่บ้านเรายังกินข้าวรวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ทุกคนจะนั่งรวมกันเพื่อดูทีวีหลังอาหาร แต่จะมีอากงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะของท่านตรงข้างตู้เย็น ทำอะไรไปเรื่อย แต่จะไม่เข้ามานั่งเฮฮาด้วยกัน
ฉันคิดว่า คนที่ทำแบบนั้น อาจจะเพราะ เค้าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร


บางทีมันก็แค่เงื่อนไขบางอย่าง ความกล้าบางๆ ที่จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน แล้วทำให้ได้เข้าไปนั่งหัวเราะร่วมกันในวง แทนที่จะนั่งอยู่แต่นอกวง
หรือบางที อากงก็อาจจะไม่ต้องการ?


พ่อฉันไม่สนิทกับอากง ตอนที่เกิดอากงก็ไม่อยู่ และเหมือนกับว่าอากงเคยบอกไม่ให้พ่อเรียนหนังสือต่อ ให้ออกมาขายของ (ซึ่งถ้าเป็นไปตามนั้น พ่อก็คงไม่สอบได้ทุนญี่ปุ่น ไม่ได้เจอแม่ และอีกหลายอย่างก็คงไม่เป็นอย่างที่มันเป็นตอนนี้)


ฉันเคยคุยกับพ่อ แล้วๆพ่อก็นิยามอากง ว่า "ไม่สนิท ไม่เคยกินข้าวนอกบ้านด้วยกัน ไม่เคยพาไปไหนเลย" สายตาพ่อฉันตอนนั้นมันเหงามาก
ผู้ชายที่ผิดหวังในตัวพ่อของตัวเอง ต้องเป็นคนที่เข้มแข็งมากเลย เพราะเค้าจะไม่มี Role Model เป็นของตัวเอง แล้วก็จะไปมุ่งมั่นกับอะไรอย่างอื่น
บางทีฉันก็อยากให้พ่อรู้ว่า พ่อเป็นฮีโร่ของฉันนะ ไม่ว่าตอนเด็กของพ่อเป็นยังไงมา แต่พ่อก็ทำให้ฉันมีวัยเด็กที่สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติเลย และมันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ที่ฉันมีและเป็นทุกสิ่งอย่าง


เหมือนเป็นจักรวาลเล็กๆ ที่คนหลายคนทุ่มเททุกอย่างให้มันหมุนไป


ไปนั่งกืนข้าวกับพ่อแล้วพ่อมักจะพูดเรื่องที่ไม่รู้ว่าหลุดมาจากส่วนไหนของจักรวาล อย่างเรื่องมิติของเวลา หรือเรื่องไดโนเสาร์ในอดีตกับอาหารที่มันกิน หรือขนาดต้นไม้ในยุคนั้นที่ใหญ่เวอร์ บางทีก็มีเรื่องของเบื๊อกที่ชื่อสตีเฟ่น ฮอว์กิ้นส์


ฉันชอบมองเวลาพ่อพูดเรื่องพวกนี้ เพราะพ่อจะอายุลดลงมาเป็นคนช่างฝันคนหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป มันทำให้ฉันระลึกได้ถึงยูโทเปียทางความคิดของตัวเอง และทำให้สบายใจว่าจะเชื่อในสิ่งที่ไม่ commercial บ้างก็ไม่ผิดอะไร ในตาของพ่อ มันก็มียูโทเปียของท่านอยู่ตรงนั้นจริงๆ

 

 


อากงเป็นมะเร็งคราวนี้ไม่มีใครบอกอะไรเค้าเลย เนื่องจากเค้าเป็นคนแข็งแรงมาก พอไปตรวจอีกทีมันเลยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายไปเสียแล้ว
จริงๆน่าจะมีเซนส์หยั่งรู้ได้บ้างนะ เพราะลูกหลานก็พากันซื้อยาบำรุงไปให้ และเวลาหมอเรียกไปคุยก็เรียกคุยแต่กับญาติเนี่ยะ เป็นเราเราคงคิดแล้วว่า ไม่ชอบมาพากลด้วยประการทั้งปวง


ความทรงจำของฉันกับอากงมีแค่ตอนที่อากงยกฉันเหวี่ยงไปมาตอนเด็กๆ เหมือนชิงช้าแนวข้าง สนุกมาก กับตอนที่ฉันวาดรูปจากกระดาษเหลือใช้ตอนเด็กๆแล้วเอาไปโยนไว้นอกหน้าต่างเต็มเลย อากงก็ปีนออกไปเก็บมา ไม่ว่าอะไรสักคำ จะว่าไปแล้ว อากงก็ไม่ค่อยพูด ไม่รู้ไปพูดตอนไหน
ที่แน่ๆ มะเร็งยังไปไม่ถึงสมองอากง ระยะทางอีกไกลเลย เพราะอากงยังสติดี รายงานผลการตรวจวัดของหมอให้พ่อฟังได้ฉับๆ เป็นตัวเลข แล้วบอกเวลา บอกอะไรถูกหมด สงสัยครอบครัวนี้สติดีกันหมดจนมาสุดที่ฉันนี่เองมั้ง


ไม่อยากบอกว่าให้อากงหายดี แข็งแรง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ตอนอาม่าป่วยก็เคยโกหกตอแหลประมาณว่าอาม่าจะต้องหาย แล้วก็ซี้อยู่ดี รอบตัวก็พบพานกับการจากกันด้วยมะเร็งมาตลอด

September 06

ที่เดิม เวลาเปลี่ยน

ไปเสถียรธรรมสถานมา

ญาติเราสนใจในทางปฎิบัติธรรม  เวลามีอะไรแบบนี้ก็จะชวนเราไป  วันนี้เป็นวันที่ทางธรรมสถานนิมนต์หลวงพ่อปราโมทย์มาเทศน์เรื่อง...แนวทางในการปฎิบัติ...มั้ง....จำหัวข้อที่เค้าติดไว้บนโปสเตอร์ไม่ได้  เป็นการเทศน์ว่าด้วยการมีสติ  (คนที่ไปฟังช่างมีสติอะไรแบบนี้)

เสถียรธรรมเป็นสถานที่ที่น่าได้รางวัลแลนด์สเคปแห่งชาติมากๆ  เพราะสร้างได้น่ารักไปด้วยต้นไม้ดอกไม้ กลมกลืนกับอาคารไปหมดทุกมุม  แต่ถ้านึกถึงว่าจะไปตั้งจิตระลึกให้สงบนิ่งอาจจะพลาดนิดนึงสำหรับวันนี้  เพราะมีผู้ศรัทธามารอฟังธรรมกันมากแบบมืดฟ้ามัวดิน  แล้วเป็นวัดสำหรับครอบครัวคือ  มีโครงการสำหรับแม่และเด็กโดยเฉพาะ เช่น โครงการจิตประภัสสร ให้แม่ที่ตั้งครรภ์กับคุณสามีมานั่งสมาธิ  บำเพ็ญบารมีให้ลูกออกมาเป็นอภิชาตบุตร  หรือโครงการอัจฉริยะสร้างได้ซึ่งก็คือคุณลูกที่เป็นผลผลิตจากข้อแรก  อุ้มกันมาตัวแดงๆ มาฟังธรรม และทำกิจกรรมสนุกๆสำหรับเด็กๆ

ในวัดก็เลยเต็มไปด้วยบรรยากาศน่ารักๆ ที่ดูไปก็ออกจะคล้ายๆ โรงเรียนรุ่งอรุณ  หรือชมรมอัจฉริยะสู่ลูกน้อยประมาณนั้น  มีพ่อๆแม่ๆ ลูกๆ วิ่งๆเดินๆ มีบ่อทราย มุมปั้นลูกชุบ มุมเพนท์ผ้าบาติก มุมขายอาหาร เค้ก แล้วก็ศาลานวดไทย

---สติระลึกได้ว่าอิจฉาอ่ะค่ะ 55 อยากกลับไปเป็นเด็ก

 

ฟังธรรม แล้วก็มีเดินจงกรม  ของโครงการจิตประภัสสร  ซึ่งเปิดโอกาสให้คนธรรมดาเดินตามขบวนไปได้  น่ารักมากอ่ะ  แบบ  เป็นกองทัพว่าที่คุณแม่  ประมาณ 50 คน เดินอุ้มท้องกลมๆ ไปตามทางเดินสวนป่า  ที่เต็มไปด้วยร่มไม้  มีว่าที่คุณพ่อเดินระวังภัยให้ด้านหลัง 

บางคู่แบบมีลูกอยู่ก่อนแล้วก็เดินอุ้มกันไป  เราละหวาดเสียวแทนว่าอย่าไปเหยียบไปลื่นอะไรเข้านะคะ เพราะทางเดินมันก็ทรายๆชื้นๆอ่ะ  แต่คนปกติก็คงเดินกันระวังกว่าเราแหละมั้ง  ไปห่วงเขาก็ไม่ต่างจากสอนหนังสือสังฆราช  ลงท้ายคุณแม่ทั้งหมดปลอดภัยดีตูล้มเอง

ชอบจัง  เมื่อเดินเท้าเปล่าเข้าไปบนทรายนุ่มๆ  ทุกอย่างรายรอบเงียบ  แสงแดดที่ลอดร่มไม้ลงมาสวยจับใจ  อยากเอาไอโฟนในกระเป๋าออกมาถ่าย  แต่กลัวว่าจะทำลายความสงบงามตรงหน้า  ก็เลยได้มองมันนิ่งๆ ประมาลภาพไว้ในความทรงจำ

พอหายใจช้าลงก็เลยได้สติว่า เออ เรานี่ก็ไฮเปอร์เนอะ 

พราะพอผ่านเรือนไทย ก็แบบ มีอะไรอยู่ในนั้นอ่ะ ชั้นอยากจะเข้าไปยังเรือนนั้น ณ บัดนี้ ซึ่งถ้าไม่ได้มากะขบวนคุณแม่ ก็คงจะเดินเข้าไปแล้ว ผ่านดอกไม้ประหลาดก็เห็นเลยว่า จิตอยากจะจับดอกไม้นั่นเดี๋ยวนี้เลย ซึ่งถ้าเป็นเวลาปกติก็จับทันทีไม่มีระงับ

คงต้องนั่งสมาธิบ่อยๆหน่อย  ชีวิตจะได้เป็นปกติ

 

จิตคนเรานี้แปลก  วิ่งวุ่นแสวงหา  สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง  แต่เราก็เชื่อว่ามันมีจริงกันเป็นเรื่องเป็นราว

 

ถ้าเรานั่งมองมัน  ก็จะเห็นห้องว่างๆ ที่มีสิ่งโน้นสิ่งนี้ผ่านมาตลอดเวลา

บางอย่างก็อยู่แป๊บๆแล้วก็ไป  บางอย่างก็อยู่ในนั้นนาน  ไล่ยังไงก็ไม่ยอมตีจาก

และบางอย่างที่เราคิดว่าจะอยู่กับเราตลอดไปก็อาจจะไม่อยู่

 

หัวใจนี้เป็นของแปลก

 

บางสิ่งที่เคยอยู่ในนั้น  อย่างที่เราคิดว่า  คงไม่มีวันทำให้ไปไหน  พอถึงวันหนึ่ง  ก็ย้ายข้าวของออกไป  กับอีกสิ่งอย่างที่เข้ามาเงียบๆ  ทั้งที่มันก็คือหัวใจห้องเดิม

พอได้เดินอยู่ตรงนั้น  ถึงได้แหงนมองฟ้าแล้วเข้าใจ ว่าสิ่งที่เราเคยเจ็บช้ำในอดีต  พอถึงตอนนี้มันไม่มีอีกแล้ว

มองไปภายในใจ  ปมที่เคยมีคลี่คลายไปตามกาลเวลา  ต้นไม้บางต้นต้องตายก่อนที่จะงอกใบใหม่ขึ้นมา  แล้วเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้มันโตในรูปแบบอื่น  ก็แบบเดิมมันดันโตเป็นแต่ไม้หนาม  ไม้หนามก็ไม่ใช่ไม้ไม่ดี  แต่ถ้าเจ็บทุกทีเราต้องรดน้ำระยะไกล

 

ฉันอยากจะโตไปกับต้นไม้ที่ทำให้ตัวเองพัฒนาไปในทางที่ดี 

 

ทำให้เราขอบคุณทุกอย่างที่เข้ามาและจากไป

August 25

Design for the lives of our next

เคยมีคนบอกว่า งานออกแบบมีไว้เพื่อกำหนดแนวทางว่าลูกหลานของเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

แล้วจากที่เรียนออกแบบผลิตภัณฑ์มา ก็พบว่า อาชีพนักออกแบบผลิตภัณฑ์มันต้องเป็นพหูสูตอย่างมากเลย ที่จะสังเกต คาดการณ์ พยากรณ์ พฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้ได้มาซึ่งประเด็นปัญหา ฯลฯ ฯลฯ แล้วเราก็ต้องมีความรู้ในด้านเทคนิค เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง หรือถ้าไม่รู้อะไรเลยก็ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดีมากในการดึงคนที่รู้มาช่วยให้งานเราสำเร็จไปได้

ดีไซน์ทำให้ชีวิตดีขึ้น ในปัจจุบัน มันทำให้ชีวิตคนเราสะดวกขึ้น แล้วมันก็เปลี่ยนเราไป

จริงๆถ้าเราอยู่กันแบบไม่ต้องคิดค้นอะไรขึ้นมาเลย เราก็เป็นลิง คงรักษาทรัพยากรเอาไว้ให้ลูกหลานของเราได้อีกอย่างน้อยสี่หมื่นปี เพราะยิ่งคิดค้นอะไรซับซ้อน เรายิ่งทำลายของเก่าเพื่อสร้างของใหม่มากขึ้นเท่านั้น

การที่บอกว่าเราออกแบบเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นเนี่ย มันดีรอบด้านจริงหรือเปล่าหว่า

สิ่งที่คนรุ่นนี้ออกแบบย่อมมีผลต่อวิถีชีวิตของคนรุ่นหน้า แล้วเราจะกำหนดทิศทางของพวกเขาไปในแง่ใด
มิน่า ท่านนายกอภิสิทธิ์ถึงเคยให้สัมภาษณ์ในอะเดย์ว่า ผมอยากให้ทุกคนมีลูก เพราะพอเรามีลูกแล้วเราจะคำนึงถึงโลกรอบตัวเรามากขึ้น

ก็เรามี Mini-me เดินอยู่ในโลกนี้แล้วอะ ต่างจากพวกไม่มีลูกที่ทำไรก็ไม่ต้องคิดมาก เพราะละครจะจบลงเมื่อเราปิดตาลงโลง ไม่มีตอนต่อ

แต่เราก็ยังคงคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ต่อไป เพื่อที่วันพรุ่งนี้ ชีวิตจะได้ขยับกล้ามเนื้อน้อยลงสักหน่อย หงุดหงิดน้อยลงอีกนิด มีเรี่ยวแรงตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงรอบด้านได้มากขึ้น สามารถปรับตัวเข้ากับกระแสสังคมได้ดีขึ้น ก็โลกนี้มันไม่ใช่ของเราคนเดียวนี่หว่า

มีตู้เย็นอยู่ใบหนึ่งที่ทำการสลายโมเลกุลสิ่งของต้นทาง จดจำรหัสของมันแล้วไปสังเคราะห์วัตถุชนิดเดียวกันนั้นใหม่ที่ปลายทาง เทเลพอร์ตทุกอย่างไปยกเว้นความทรงจำ นั่นเป็นเหตุผลที่เทเลพอร์ตสิ่งมีชีวิตไม่ได้

งั้นช่วยเทเลพอร์ตความทรงจำฉันไปที่ไหนสักแห่งทีได้มะ

...เพ้อเจ้อ...

กลับมาที่ตู้เย็นเทเลพอร์ตตู้เย็นใบนี้ จะทำให้เราไม่ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกจำนวนมาก เพราะเราสามารถวิเคราะห์โครงสร้างโมเลกุลเนื้อส่วนที่ดีที่สุดจากวัวมัตสึซากะ แล้วสังเคราะห์มันขึ้นมาจาก C H O N Supplies ในบ้านตัวเอง มีแค่สูตรโครงสร้างเท่านั้น เราก็สามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่ต้องออกจากบ้านเลยก็ยังได้ ย้ายบ้านไปอยู่หิมาลัยก็กินแกงไก่ฝีมือแม่ได้ เพราะแม่ส่งรหัสมาให้ทางอินเตอร์เน็ท เหมือนรสที่บ้าน

ฉันชอบไอเดียนี้ตรงที่ว่า เราคงประหยัดค่ารถ ค่ำน้ำมัน ไม่ต้องเสี่ยงต่อโรคไขข้อในการแบกถุงช็อปปิ้ง ไม่ต้องเห็นไก่ถูกแขวนเรียงเป็นตับในโรงเชือด และฉันสามารถกินอาหารจากที่ไกล ได้ที่บ้านตัวเอง

แต่เมื่อวานฉันกลับบ้านนอก ที่บ้านตัวเองวันนั้น ทำปลาเผาสมุนไพร ฉันเดินเทิ่งๆ ถือกรรไกรไปตัดใบกล้วยทั้งใบจากทุ่งแถวนั้น เดินกลับ เห็นเงาเป็นเส้นยาวตอนพระอาทิตย์กำลังจะตก นก ทุ่งหญ้า เก็บมะนาวที่ปลูกไว้ริมรั้วไปทำน้ำจิ้ม แล้วก็รู้สึกได้ถึงความสุขตอนที่บีบมะนาวแล้วคิดว่า แมร่ง...กินมะนาวปลูกเอง มันมีความสุขจริงๆนะ ไม่ได้พร่ำเพ้อ ไม่ได้จะโปรโมท Sustainable Life แต่ถ้าลองมาอยู่ในเมืองนานๆ จะซึ้ง ว่าการได้กินสิ่งที่ตัวเองปลูกมันช่างเป็นบุญ แล้วมันก็คงแทนไม่ได้กับอะไรทั้งนั้น

ถึงว่าสิ ความสำเร็จของมนุษย์ อยู่ที่การทำอะไรได้ด้วยตนเอง เพราะงั้น เกษตรกรน่าจะเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุด รองลงมาก็เป็นนักประดิษฐ์นี่แหละ

เขียนมายาวมากมีประเด็นประมาณ 10 อย่าง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่อยากสื่อ เรื่องก็คือว่า ตู้เย็นอัจฉริยะใบนั้นเป็นผลงานของเพื่อนหนูเองค่ะ

ตู้เย็นเทเลพอร์ต ประกวด DesignLab ของ Electrolux เข้ารอบระดับโลก รางวัลสุดหรูที่เด็กเรียนดีไซน์คนไหนๆก็ปรารถนา แล้วคราวนี้คนไทยก็เข้ารอบ ยินดีด้วยนะ ^ ^

พอพูดถึงประสบการณ์ในการหาอาหาร  ก็เลยเหมือนเขียนไม่เห็นด้วยกะเครื่องของเพื่อนซะงั้น - -'' แต่นั่นก็เป็นความเห็นของเรา เป็นคนละเรื่องกับความคิดที่อยากพร็อพให้งานเพื่อนติด Popular Vote ในเมื่อเป็นยังงี้แล้วก็ต้องเชียร์กันไม่ลืมหูลืมตา

เลยอยากให้ท่านที่ตกกระไดพลอยโจนมาอ่านถึงตรงนี้ ช่วยกันเข้าไปคลิกโหวตในเว็บไซท์หน่อยนะ

จะโหวตเพื่อจุฬาฯ หรือเพื่อชื่อเสียงประเทศ หรือเพื่อหมีแพนด้าที่เชียงใหม่ก็ได้ แวะเข้าไปดูว่าหน้าตาตู้มันเป็นยังไงแล้วคลิกโหวตได้ที่ http://www.electroluxdesignlab.com/2009/08/24/top-8-finalists-announced/ ใช้เวลาไม่เกินสามนาที  ขอบคุณค่ะ

 

 
 

Windows Media Player