Isariya's profile>>--Architecture must bu...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
August 09 เพื่อนสองคน ลองกองสองโล เท้าแพลงข้างนึงว่ากันว่าชีวิตคือการเดินทาง
และความสำเร็จนั้นคืออะไรกันแน่
Anyway ก็ออกจากกรุงเทพกันเวลาบ่ายโมงครึ่ง หลังตรวจแบบ
เพื่อนฉันถามว่า ถ้าเราชวนแกอีกแกจะมามั้ย ฉันแบบ โอ้ ขึ้นอยู่กับคอนดิชั่น (ยังกล้าถามอีกหรือ) แต่ฉันคิดว่าฉันจะไปนะ มันคงไม่มีครั้งไหนแย่กว่าครั้งนี้แล้ว 555 เพราะงั้นครั้งหน้าเราคงสนุกกันมากกว่านี้แน่ๆเลย นั่งรถไปด้วยกันสี่ห้าชั่วโมง มันก็ทำให้รู้จักเพื่อนสองคนนี้ดีขึ้น คนนึงต้องการการดูแลอย่างหนัก ส่วนอีกคนก็ใจเย็นจริงจริ๊ง
แต่อย่างน้อยมันก็มีอะไรเกิดขึ้น มีการออกเดินทางไป โดยที่ไม่รู้ว่าจะได้อะไรกลับมา ซึ่งพอกลับมาแล้วก็เออ...มันคือการเดินทางครั้งหนึ่ง จะดี จะร้าย ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี August 04 คำตอบไม่มีเพียงหนึ่งตั้งแต่เด็กก็เป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนมาตลอด แล้วสมองถูกพล็อตมาแบบคินดะอิจิ คือ "ปริศนาไขกระจ่างแล้ว คำตอบมีเพียงหนึ่ง"
ทีนี้มันมาคิดได้เอาตอนที่ปรึกษาหลายความเห็นเหลือเกิน แล้วอาจารย์แต่ละท่านมีคำแนะนำที่ต่างกันคนละโลกคนละเรื่อง ซึ่งทำให้เราเหนื่อยมากกับการเปลี่ยนไปทางโน้นทางนี้ที เพราะไอ้ปัจจัยสองอย่างข้างบนซึ่งใช้กับการออกแบบไม่ได้นั่น คือ 1. การคิดว่าแนวทางการออกแบบมีได้คำตอบเดียว ที่เพอร์เฟคต์ที่สุด คือการค้นคว้าทั้งหลาย อาจารย์เขาไกด์มายังไงก็ตาม แต่เราเป็นคนที่ไปนั่ง observe ไป study ใช้ชีวิตอยู่กับมันเหมือนบุตรในอุทร แล้วพรีเซนต์ไม่กี่นาทีตกๆหล่นๆ คุณจะเข้าใจกันบ้างไหมว่าป้อนนมป้อนน้ำกันมายังไง เนี่ยะ เพราะงั้น ทำไมไม่เอาสมองตัวเองคิดว่า ทำยังไงถึงจะดี ควรจะลงทุนและเวลาไปกับอะไร แล้วอะไรกันแน่ที่ควรจะเป็นโจทย์...
ตอนนั้นมีแบบหมดแล้วนะ คือสถานการณ์ตอนนั้นแบบว่า ไปนั่งคุยกับเจ้าของแบรนด์ existing มาแล้วว่า ต้องการอะไรยังไง แพคเกจจิ้งขนม 4 ชิ้น 9 ชิ้น 36 ชิ้น อย่างนั้นอย่างนี้ สไตลิ่งก็คิดไปทำ test กับลูกค้าแล้ว นั่งหายใจทิ้ง ดูแบบตัวเองสักพัก แหมะ...ตอนนั้นซึ้งเลยแหละว่า...โลกนี้ทุกอย่างคือมายา ตอนนั้นก็เลือกเอาระหว่างทำๆแมร่ง...ไปเหอะ กับ คิดใหม่ภายในวันนั้น ก็เลยไปนั่งคุยกับญาติๆ เพื่อนๆ แล้วก็ ลองทำเป็นลืมของเดิมในหัวสักสามในสี่ ฉันทำดีไซน์ยังกะเล่นหมากล้อม พยายามอุดช่องโหว่ทุกประการที่มี พยายามทำให้ได้ตรงตามเงื่อนไขทุกข้อ ก็เลยทำให้ไม่ค่อยสร้างสรรค์ซักเท่าไหร่ เรียนโปรดักต์มา งงทุกทีว่า ทำไมนะงานของเราที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่างเลย แต่เรากลับไม่ชอบมัน ลงท้ายออกมาเป็นคอนเซปต์การกินใหม่ ให้กับขนมสองชนิดที่เราคิดจะทำในตอนแรก เอาขนมไทยมายำกับคอนเซปต์อาหารฟิวชั่น จัดรูปแบบเป็น pod กับ cone แล้วเอาใส่กล่องทรงเหลี่ยมสอบขึ้น ขอบบนโค้ง
ก็พรีเซนต์ระบบการกินแบบใหม่ไป โดยมีแพคเกจจิ้งเป็นเพียงผลพลอยได้นิดเดียวของระบบ (ทำไม่ทัน) ก็ไม่เชิงว่าจะโทษอาจารย์ฝ่ายเดียว เป็นเราเองที่ตีความ ไม่ว่าเค้าจะพุดอะไรมา เรามีหน้าที่เอาไปพิจารณา ไม่ใช่รับไปทำในทันที แล้วของบางอย่าง หลายอย่างเลยแหละที่อาจารย์เค้าชี้แนะให้ ก็เป็นเราเองที่ไม่เข้าใจ เลยทำเข้ารกเข้าพงอะไรไปก็ไม่รู้ สถานการณ์ในวัน Jury I นั้น มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบแนวคิด มีคำถกเถียง มีความหวาดผวาเล็กๆของฉัน มีกำลังใจและความช่วยเหลือจากเพื่อนหลายคนเหลือเกินกว่าจะออกมาเป็นงานแพคเกจจิ้งปุปะชิ้นนั้น อดคิดไม่ได้ว่าท่ามกลางหนทางที่แสนจะไม่มีอะไรเลยนี้ ฉันได้ท้อไปเองไปหลายครั้ง และถูกดึงกลับมาก็ด้วยคนรอบๆข้างฉันนี่แหละ ขอบคุณมากนะ มันไม่ใช่งานที่เนี้ยบที่สุดที่เคยทำ จริงๆแล้วมันโคตรของความบ้าเลย แต่ก็มีคนเดินเข้ามามองแล้วบอกว่าชอบจัง แถมมีคนนึงชมอีกต่างหากว่าเป็นงานที่สะท้อนถึงความสุข (สุขยังไง นั่งพับไปร้องไห้ไปนะใบนั้นน่ะ) แต่ฉันก็ปิดท้ายวันนั้นด้วยรอยยิ้มตอนเดินกลับบ้าน July 21 21.3919.42 “ม้า เด๋วจะกลับบ้านนะ พอดีลืมสมุดเลคเชอร์ไว้บ้าน พรุ่งนี้สอบด้วยง่ะ”
21.16 คุยกับเพื่อน “แน่นอน แม่ต้องกำลังไปบอกให้พ่อทำอยู่ 555” 21.39 “ฮัลโหล โอ๋ รออีกสักแป๊บนึงนะจ๊า ป๊ากำลังสแกนให้อยู่”
เดี๋ยวอีก 10 นาทีคงส่งมาเป็นไฟล์ Acrobat อย่างเรียบร้อย
ขอบพระคุณผู้สนับสนุนรายการ…. July 20 ความแตกต่างกันของผู้หญิงเมื่อวานไปกินข้าวกับเพื่อนๆ สมัยออกรายการคิดข้ามเมฆ มา หนุ่มสองคน ก็ได้แต่ปรับทุกข์กันในเรื่องของแฟนของตัวเอง อะไรแบบ…พอเค้าไม่มีเวลาให้ ไม่ใส่ใจ ผู้หญิงเลยงอนและก็ทะเลาะกัน จากนั้น Quality Time ที่ควรจะมีด้วยกัน ก็หายไป ทั้งที่มันน้อยอยู่แล้ว ฯลฯ จากที่จับใจความได้คือ สองคนก็บ่นไป แต่ดูพอใจกับสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ลึกๆ ยังไงไม่รู้ (ไม่งั้นก็คงไม่ทนต่อกันหรอก) ทุกข์มากแต่ก็สุขล้น แล้วถ้าทนการเรียกร้องความสนใจของผู้หญิงไปได้ระยะนึงเค้าก็จะรักผู้ชายคนนั้นมากๆ แต่ระหว่างนั้นก็ง้อกันวันละ 3 ชั่วโมงไปก่อนนะ ผู้หญิงก็เหมือนดอกไม้แหละ ถ้าไม่รดน้ำดูแล มันจะเฉาตาย แต่ดอกไม้ก็มีหลายประเภทอยู่ดี
เพื่อนหญิงคิดข้ามเมฆของฉันเป็นคนมีเหตุผลกว่าผู้หญิงทั่วไปมากๆ เธอฟังเรื่องทั้งกระบวนของผู้ชายระทมสองคนนี่แล้วก็บอกว่า “เราว่า ผู้หญิงอะงี่เง่า” ออกมาตรงๆ ทั้งยังบอกด้วยว่า จริงๆแล้วมันควรจะเป็นอย่างไรถึงจะอยู่กันได้ยืด หรือถ้าเป็นงี้ก็เลิกซะเถอะ ฉันชื่นชมเพื่อนฉันที่ตัดสินใจเฉียบขาดได้อย่างนั้นจริงๆ เค้าเลยถูกเรียกว่า ผู้หญิงห้าเปอร์เซนต์แรก เพราะว่ามีสติและเข้าใจง่ายกว่าผู้หญิง 95% ที่เหลือ ฉันนั่งฟังคนสามคนนี้คุยกันและไม่ค่อยออกความเห็นอะไรในเย็นนั้น อาจจะเพราะไม่รู้จะแทรกอะไรดี ไม่มีประสบการณ์ตรง แต่คือรู้สึกได้ว่า ต่อให้ผู้หญิงพวกนั้นจะทำตัวงี่เง่าขนาดไหน คนที่จะมีแฟนได้นานๆก็คือคนพวกนี้แหละ
ฉันก็เป็น 5% เหมือนกันแต่คงเป็น 5% สุดท้าย 555 เพราะฉันไม่ได้เข้มแข็งอย่างเพื่อนฉันที่พูดอะไรตรงๆ ตรงข้าม ฉันเป็นคนที่อยากได้อะไรแล้วไม่พูดตรงๆ เพราะงั้นถ้าอยู่ในสภาพที่ใครไม่สนใจฉันแบบนั้นละก็ ฉันก็คงได้แต่บอกตัวเองเป็นประโยคบอกเล่าว่า มันไม่สนใจเราเลยนะ และตอนหลังก็จะห่างกันไปเลยแบบกู่ไม่กลับและไม่มีการเรียกร้องอะไรกันมาก ถูกเลี้ยงมาแบบ ไม่ให้ …. ก็ไม่เอา ก็ได้ พลาดอะไรไปมากในชีวิตเลยมั้ง ไอ้นิสัยไม่เอาก็ได้เนี่ย
ชีวิตมันคือ The Game We Play ฉันมองว่า การที่ผู้หญิงเรียกร้องอะไรมากๆ จากผู้ชาย มันจะเป็นการสร้างความรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างนึง แล้วผู้ชายสองคนในทีมฉันก็ อาจจะ พอใจอยู่ลึกๆ กับบทบาทดราม่า ฉันผิดเอง แล้วลงท้ายทั้งสองฝ่ายก็แย่งกันทำตัวเป็นผู้ถูกทำร้าย และเป็นผู้เสียเปรียบในเกมเพื่อดึงคะแนนสงสารยังไงไม่รู้ แต่เอาเถอะเค้าก็อยู่กันได้รักกันหวานชื่นมาจนถึงป่านนี้ No pain no gain ยิ่งทะเลาะกันเท่าไหร่ก็ยิ่งมีเวลาหวานชื่นด้วยกันมากขึ้นเท่านั้น…รึเปล่า ดูจากที่เห็นก็เป็นอย่างนั้นนะ
ชีวิตคือดราม่า มนุษย์ซับซ้อนกว่าอะไรอย่างอื่น แล้วมันก็ทำให้เราเสียใจได้เรื่อยๆ เออ อย่าไปเอาอะไรกับมันมาก แต่ประสบการณ์ที่ได้มาเวลารักใคร มันก็แทนด้วยอะไรไม่ได้ เรียกว่าถ้าไม่รู้แต่แรกก็เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ แต่พอได้รู้ถึงได้รู้ว่า โลกที่ผ่านมามันอ้างว้างได้ปานนั้น แต่มันก็มีราคาให้จ่ายโดยเฉพาะถ้าเราเลือกอะไรผิดๆ หรือไปคล้อยตามความเห็นแก่ตัวของคน ที่สุดท้ายเราก็ต้องมานั่งลงโทษตัวเองในความโง่เง่าของวันวาน แล้วก็อาจจะเสียเพื่อนไปได้เพราะเหตุนั้น ปล่อยให้ทุกอย่างกลับสู่สุญญากาศ มีแต่ความเสียใจล่องลอยอยู่ และวันเวลาดีๆ ที่ไม่อาจต่อให้ติดอีกแล้วต่อไป
มนุษย์เต็มไปด้วยสิ่งที่เราไม่เข้าใจ เร็วๆนี้ฉันเพิ่งได้กลับมาคุยกับเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนานเป็นโกฏิปี เคยออนเอ็มให้เห็นอยู่ตลอด แล้วหลังจากที่ไม่ค่อยได้เล่นเอ็มอยู่ช่วงนึง ประกอบกับไม่ได้มีกิจกรรมอะไรพาให้มาเจอกัน เพื่อนเก่าคนนี้ (และรวมทั้งอีกหลายคน) ก็หายหน้าไป แม้แต่บนเอ็มก็ไม่เห็น ฉันกนึกไปเองว่ามันคงลบฉันไปจากสารบบแล้วล่ะ คือเคยเปิดเว็บพวกที่บอกว่าใครบล๊อกใครลบเราไปบ้างแล้วก็รู้สึกไม่ดี ครั้งนั้นก็เลยปล่อยเกียร์ว่างไม่ตามหา… แต่ก็รู้สึกแย่อยู่ เพื่อนกัน เข้าใจว่าเวลาพาให้คนมาเจอกันแล้วก็จากกัน แล้วก็การกระทำของคนสองฝ่ายทั้งนั้นที่ทำให้ลูปพวกนั้นมันสั้นหรือยาว ดราม่าก็เลยจบได้หลายแบบไง
เขียนวันนี้งงๆ แฮะ แต่ก็ตามนี้แหละ อะไรก็ไม่รู้ว่ะ July 18 Makes my dayตอนที่ไป Sealnet ยโสธรมันจะมีเกมเกมนึงที่ดีมาก คือทุกคนจะมานั่งล้อมวงกันแล้วคนนึงจะต้องหาข้อดีของคนข้างๆมาชมให้ทุกคนได้รับรู้ แล้วคนฟิลิปปินส์คนนึงก็พูดชมน้องสาวชาวไทยว่า เธอเป็นคนที่พูดด้วยแล้วสนุก ฉันเลยต้องหาเรื่องไปคุยกับเธอทุกวัน it makes my day. และนั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นคนใช้คำคำนี้
เป็นคำที่แปลกดี ฟังแล้วรู้สึกหัวใจพองฟู
นานต่อมา มีคนบอกว่า ฉันชอบแกล้งแกเล่นเพราะฉันนึกหน้าแกตอนโดนแกล้งแล้วมันตลกดี it makes my day.
เราก็ กรูควรจะรู้สึกเป็นเกียรติมั้ยวะเนี่ย แต่ดีใจๆ มีคนใช้ประโยคนี้กับเราและ 55
ฉันเป็นพวกเซนซิทีฟกับอะไรที่เป็น Verbal มากเป็นพิเศษ ถ้อยคำเป็นดนตรีอย่างหนึ่งสำหรับฉัน เลยเป็นเหตุผลให้เขียนอะไรได้จับใจคน และจิกกัดได้เจ็บแสบ แต่ฉันก็รู้สึกกับถ้อยคำทั้งหลายที่ใช้กันในชีวิตมากกว่าชาวบ้านเขาเช่นเดียวกัน
อาจจะเคยได้ยิน คำพูดที่ว่า Your smile makes my day
ทำอะไรที่ make my day- make your day
มีอะไรที่ทำให้วันนั้นมีคุณค่าขึ้นมา
อยากจะหาสิ่งนั้นที่มีอยู่ ในทุกๆวัน ยังงู้นยังงี้ไม่ได้อัพเดทซะหลายวัน
มีช่วงนึงเขียนทุกวัน ช่วงนั้นจะมีสองอย่าง คือ 1. ว่าง 2. ยังมีเวลาคิดโน่นคิดนี่
ช่วงที่หายไปก็เพราะว่ามันมีเรื่องให้คิดจนไม่รู้จะเล่าอะไรดี เพราะคิดจนวนลูปและเลิกคิดและคิดให้มันฟุ้งซ่านวนเวียนเพิ่มเข้าไปใหม่….เรื่องเรียนน่ะ Special Problem
มันพิเศษมากเลยเพราะเรามีอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ 2 วิชา รวม 3 คน วิชาละสอง นี่แหละ…
ปรึกษาคนนึงก็จะให้แนวทางมาว่า เธอต้องไปทำงู้นงี้ๆ แล้วพอไปคุยกับอีกคน ก็ มันไม่ใช่เลย ต้องยังงู้นยังงี้ๆ แล้วพอไปคุยกับอีกคนในวันต่อมา ก็โยนของสองวันแรกทิ้งไปได้อีกเช่นกัน ข้อมูลล้นสมอง ประมวลผลไม่ไหว
แล้วพอไป Pre Jury Presentation กลับจากเยอรมันมาอย่างมึนๆ ก็โดนจัดหนัก โดยความเห็นของอาจารย์ที่เราเคารพว่า ท่านคือเทวะ อีกคน (ที่ไม่ได้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเรา) คอมเมนต์มาคนละแนวอีกละ อาจารย์ที่ปรึกษาเรานี่นี้ ก็ เห็นดีเห็นงามกันมาตลอด วันนั้นก็ไม่ช่วยกันบ้างเล้ย…
เราก็พยายามเอาความเห็นทุกอย่างมาร่วมเข้าด้วยกันด้วยเจตนาที่จะพลีสทุกคนให้ได้ แล้วก็พบว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอก
และพอมานั่ง Mind Mapping หักลบสะระตี่ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ร่อนตะแกรงดูดีๆ ก็พบว่า ผ่านไปเดือนนึง หลงไปกับแนวโน้น แนวนี้ ค้นคว้าหาความรู้แบบงูๆปลาๆ รวมทั้งทำเซอร์เวย์ที่เราเองก็ไม่ได้เชื่อในผลของมันเลยแล้วก็พบว่า….สรุปก็ทำในสิ่งแรกที่แว่บเข้ามาในหัวตอนเสนอหัวข้อนั่นแหละ เหมือนเดิมเปี๊ยบ
การเรียนการสอนในเทอมนี้จึงเป็นการสอนให้เรารู้ว่า ลงท้ายเจ้าจงเชื่อมั่นในตัวเองซะบ้างเถอะ
อาเมน July 12 หอนฮันไปถอนฟันมา.....
จริงๆอุดฟันด้วย
อุดจนหลับเลยอะ รู้สึกแปล๊บๆ เสียงก็สนั่นเหมือนใครมาเจาะถนนในปาก
ตอนที่ถอนแล้วมันไม่ออก ฉันก็นอนหน้าแหงนมองออกไปเห็นโต๊ะหมอและพยาบาล 2 คน แล้วเหมือนมันแว่บขึ้นมาว่า "สังขารก็เท่านี้แหละหนอ..."
มันเท่านี้จริงๆ เกิดมาเพอร์เฟคต์แต่ต่อมาก็ต้องเอาโน่นเอานี่ออก ไปล้มไปอะไรเป็นแผลไปเรื่อยๆ ยิ่งตอนไปเยอรมันฉันไปวิ่งชนกระจกมา แล้วก็ตอนโดนหมาไล่กัดที่ปากซอย ตอนนี้แผลเต็มตัวจนนึกถึงตุ๊กตากระเบื้องที่มันบิ่นตรงโน้นตรงนี้
ก็เลยเริ่มมองหาความเพอร์เฟคต์ในทุกสิ่งอย่างน้อยลง เพราะตัวเราเองตอนนี้ก็ไม่ได้เพอร์เฟคต์ 100% แต่เป็นความไม่เพอร์เฟคต์ที่เอาไปทิ้งแล้วหาใหม่ไม่ได้ ได้แค่รักตัวเองให้มากกว่าเดิมมันจะได้ไม่สึกไม่หรอไปอีกตรงไหน
พยายามอยู่ที่ดีๆ กินของดีๆ เพราะเวลาพักผ่อนเราไม่ค่อยมี ทำไรอยู่ไม่รู้
If you are what you eat, then I must be delicious :D July 09 ไม่มีอยู่ในคู่มือช่างภาพวันรับปริญญาพี่รหัส เราเป็นช่างภาพ
เจอะเจอผู้คนมากหลาย กระโดดเข้ากล้องโน้นกล้องนี้ ในมือมีกล้อง D90 ยืมของพ่อมา (กล้องตัวเอง…หลังจากที่ติดตามเจ้าของไปราชการหลายประเทศ มันก็กลายสภาพเป็นไมโล UHT คือต้องเขย่าก่อนถ่าย คิดว่าถ้าเอามาใช้งานนี้คงไม่เวิร์กเท่าไหร่)
คือมันก็มีประเด็นน่ะว่า
คงมีไม่กี่คน ที่ถูกขอแต่งงานในวันรับปริญญารุ่นพี่ตัวเอง 555
เป็นเพื่อนสมัยประถม ที่ตอนประถม เหมือนจะเคยขอเราทีนึง แล้วเรานึกว่าพูดเล่น
วันนี้มันเรียนจบแล้ว และมันก็ทวนความทรงจำให้เราฟังอีกทีตอนชวนเราไปกินข้าว
เราก็ไม่ไปอะ เกรงใจ และพยายามที่จะคิดว่า มันพูดเล่น อีกที
แต่ในหัวก็คิดแหละว่า Oh Jesus he wasn’t kidding
ใจจริงอยากไป แต่ก็ไม่รู้ทำไม ก็บอกไปว่าเกรงใจและไม่ไป
เดินกลับมา เหนื่อยๆ แล้วก็เสียดายว่าทำไมตัวเองไม่ไป
เป็นอย่างนี้อีกแล้ว
อาจจะเพราะฉันรู้ว่าตัวเองเป็นคนขึ้นๆลงๆ
และความเอาแน่เอานอนไม่ได้ก็ทำร้ายคนได้โดยที่ไม่รู้ตัว
ฉันคงสามารถทำให้เค้ามีความสุข
แต่คงจะมีสักหนึ่งเช้าที่ฉันตื่นมาแล้วคิดว่า ไม่อยากอยู่ตรงนี้ แล้วคว้ากระเป๋าขึ้นรถไฟไปจนสุดสายโดยไม่บอกใครเลย มีคนรู้ที่อยู่ฉันคนเดียวคือแมวที่บ้าน ปล่อยให้คนที่ฉันอยู่ด้วยตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าไม่มีคนนอนอยู่ข้างๆ ทิ้งเค้าไว้กับลูกในเปลสองคนแล้วก็แมวตัวนั้น
ส่วนฉันก็อาจจะไปร่อนเร่วาดรูปขายอยู่แถวๆ สโลวีเนีย หรือไปนั่งเขียนนิยายที่ไซบีเรีย
จนกระทั่งระลึกขึ้นมาได้ถึงบุญคุณของสามีและบุตร ก็จะกลับมาด้วยหน้าตาเจี๋ยมเจี้ยม
เป็นอย่างนี้แหละ
เพ้อเจ้อไหม ฉันยังคงเสียดายที่ไม่ได้ไปกินข้าวกับเขาและเพื่อนๆ
อยากทำอะไรเหมือนชาวบ้าน เป็นคนสงบนิ่งแล้วก็มีความสุขแบบที่คนปกติเขามีกัน
ไม่อย่างนั้นฉันก็ได้แต่วิ่งหนีจากทุกอย่างไปเรื่อยๆ และพลาดโอกาสหลายๆอย่างที่ควรจะเป็นของตัวเอง
แต่ก็กลัวว่า แล้วตัวเรานี้จะไปทำอันตรายใครเข้าอีกหรือเปล่า
อยากจะหยุดแล้ววิ่งกลับไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่หวาดกลัวตรงๆ เพราะบางครั้งเส้นทางที่วิ่งมาคนเดียวมันก็โดดเดี่ยวเกินทานทน
มองไปข้างหลังอ้างว้างว่างเปล่า ไม่ใช่ความผิดใครนอกจากตัวเราเองคนเดียวนี่หว่า
ก็อยากจะบอกว่า จะพยายามปรับปรุงตัวเองให้มากกว่านี้ เพื่อที่สักวันจะยอมรับตัวเองว่าดีพอ
เพราะคงไม่มีใครอยากลืมตาขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า บัดนี้เมียเราอยู่ที่สโลวีเนีย? หรือไซบีเรีย? สวีเดน?
ฉันคงอยากพาเขาไปด้วย ไม่ว่าที่ไหนที่ฉันจะไป July 08 กราแดะไปเป็นนางแบบกะเค้าบ้างเรื่องมีอยู่ว่าเพื่อนสนิทคนหนึ่งของดิฉันเขาเรียน Fashion Photography หรืออะไรนี่แหละที่คณะนิเทศศาสตร์ค่ะ เด็กถาปัดปี 5 เค้าก็เรียนกันหลายคนนะคะ แล้วเค้าก็ต้องถ่ายรูปแฟชั่นไปส่งอาจารย์กันเป็นโปรเจคต์ๆ
งานนี้ก็เลยสมบัติผลัดกันชม เนื่องจากเพื่อนของดิฉันเขาเคยเห็นว่ามีคอนโดอยู่ใกล้มหาลัยและมีครัวสีแป๋นแหลนสุดๆอยู่ในนั้น (แต่งานนี้ไม่ได้ถ่ายครัวออกมาเลยอะ) สิบเบี้ยใกล้มือ เลือกถ่ายที่คอนโดดิฉันนี่ละ
คอนเซปต์เค้าว่า Glamorous คุณเพื่อนเลยคิดว่าถ้าจะจัด contrast ให้เข้ากับครัวเป็นแม่บ้านไฮโซที่ใส่ส้นสูงทำกับข้าว พร้อมตุ้มหูแชนเดอเลียร์ทำท่าปรุงอาหารอยู่ ในครัวแบบย้อนยุคอะไรประมาณนั้น ใจก็คิดอยู่นิดหนึ่งนะว่ามันช่างฟังดูหยิบโน่นผสมนั่นจังเลยอะ แก... แล้วการใส่ส้นเข็มชุดราตรีโขลกน้ำพริกของเรา มันจะแกลม มั้ยเนี่ยะ ประมาณว่า ว่าที่นางแบบ (ฉันเองแหละ) อยากถ่ายแบบใส่ขนมิงค์พองๆ นั่งอยู่บนโซฟาหลุยส์ที่ 21 ข้างหลังมีช่อกุหลาบกับภาพเจ้าคุณปู่ในกรอบเงิน อะไรที่เกี่ยวกับครัวๆ อยากให้เป็นแค่หยิบน้ำตาลก้อนหย่อนลงถ้วยชาของเวดจ์วูด แค่นั้นพอ ก็เคยไปช่วยคุณปุ๊กกี้ถ่ายภาพทำนองนี้มาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน กับวิกกี้ ตอนนั้นเล่นเป็นมารขาวมารดำ ที่เอาแจ๊กมาอมไว้ในปาก เสนอแนวคิดประชดสังคมแบบว่า คนสมัยนี้พูดและฟังเฉพาะกับตัวเองเท่านั้น ถ่ายหน้าหอกลางฯเรานี่เอง ออกมาแนวและหลอนๆ แต่ก็ยอมรับในความสามารถของช่างกล้องว่า มีสไตล์เป็นของตัวเองสูง ค่ะ แล้วนางแบบคนเดิมกับช่างกล้องก็โคจรมาเจอกันอีกในสองปีต่อมา งานนี้ได้เชิญคุณก้อย ไอดี มาเป็นช่างแต่งหน้าด้วย ก้อยก็มาตั้งแต่เช้า ส่วนช่างกล้องตามมาทีหลังแบบมึนๆ อารมณ์ว่าช่างกล้องมีทั้งงานในงานนอกสารพัดทำให้ความคิดสับสน ตอนเช้าช่างกล้องของเราก็เลยออกจะเนือยๆ
แบบว่าตอนที่ช่างกล้องบอกว่า โนไอเดีย เนี่ย นางแบบกำลังสวยฟู่ฟ่าเลยหล่ะ คือหน้าก็โบ๊ะไปประมาณ 3 เลเยอร์เป็นแกลมทองเงินอร่ามซะขนาด แต่ช่างบอกยังไม่มีแรงบันดาลใจ ไปถ่ายดาดฟ้ากันดีกว่า อ้ะ...ใส่ส้นเข็มเดินสวนกับแม่บ้านที่จ้องตาค้าง เดินขึ้นลิฟต์ไปถ่ายดาดฟ้า ตอนนั้นก็จะเที่ยงอยู่รอมร่อ แบบว่าตะวันตรงเศียร นางแบบแทบเป็นลม แต่ลูกบ้าที่มีอยู่ก็เลยนี่นั่นไปเรื่อยๆ ตามแต่ช่างกล้องจะออกไอเดีย ไอเดียช่างกล้องมากระฉูดตอนที่นางแบบเดินไปหลบแดดอยู่ในทางหนีไฟ ช่างกล้องเดินตามมาแล้วบอกว่า แกมุมนี้สวยมาก แล้วเราก็เห็นแววปิ๊งๆในตาของปุ๊กกี้ตอนที่เธอมองไปยังเลข 27 กับกำแพงปูนดิบ นางแบบกับมาดแกลมๆ ที่ตอนนี้ก็เริ่มจะเหนอะๆ มองลงไปยังความเวิ้งว้างของโถงบันไดมืดมิดแล้วหันกลับมามองหน้าช่างกล้อง เอาจริงเหรอเธอ... หลังจากนั้นช่างกล้องของเราก็อินสะไปเรชั่นบังเกิด เริ่มบิวท์ท่าให้นางแบบได้อย่างไฟแรงตามปกติของเธอ ซึ่งมันก็ดีสำหรับการทำงาน แต่คือบิวท์ประมาณว่า "จ๊ะโอ๋แกทำท่า เหมือนแกกำลังหนีไฟไหม้...แล้วแกทำท่ากรี๊ด เหมือนหัวจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว" ตกลง นางแบบที่ตอนแรก เหมือนจะคอมมิทมาว่าให้ทำท่าแกลมๆ ก็เลยต้องลืมทั้งเก้าอี้หลุยส์และรูปเจ้าคุณปู่ แล้วก็ทำท่ากรี๊ดเป็นภาษาใบ้อยู่ในโถงหนีไฟชั้น 26 ครึ่ง กลัวผีชิบเป๋งเพราะไฟมันเปิดไม่ติด ที่ถ่ายออกมานั่น แสงจากหน้าต่าง และแฟลชค่ะท่าน เจ๋งมะล่า..... ถ่ายอยู่หลายช็อต ดูช่างภาพของเราก็พอใจดี ว่าแต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะ แกลม ที่มุมไหน เพราะตอนนั้นมาสคาร่าละลายลงมาถึงคางแระ.......กลับมาห้อง เหนื่อยกันทั้งคู่ ยังมีแรงใจยกเปียโนไฟฟ้ากันออกไป แล้วปีนขึ้นไปอยู่บนเก้าอี้ ถ่ายกับกำแพงสีขาวโล่ง ออกมาเป็นภาพเรากำลังแหงนหน้าชื่นชมกุหลาบกระดาษสา ภาพดูซอฟต์ได้ที่ เพราะว่าตอนนี้ช่างภาพและนางแบบต่างก็ใกล้จะหมดแรง ก็เลยกระทำสิ่งใดๆ ด้วยสติมากขึ้นนิดนึง
ภาพอื่นๆ คุณปุ๊กกี้เธอโพสต์ไว้บนเฟซบุค ทั้งบางภาพที่มองแล้วก็กลัวๆว่า เห้ย...ชั้นเหรอวะ กับภาพที่ เออ ช่างกล้องของเราแม่งถ่ายเจ๋งจริงว่ะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม เค้าก็เป็นช่างกล้องที่มีแนวทางเป็นของตัวเองสูงมาก ก็เลยสนุกที่จะถ่ายรุปด้วย เพราะไม่รู้นี่แหละว่ามันจะออกมาเป็นไง วันนี้สนุกดี ขอบคุณมากนะปุ๊กกี้ :) July 05 ว่าที่วิทยานิพนธ์วิพากษ์ part Iกลับมาจากเยอรมันได้ 4 วัน
ศุกร์เสนอความคืบหน้า การศึกษาปัญหาพิเศษ สะเปเชี่ยลพร๊อบเบล้ม
ภาพความทรงจำตอนไปเมืองนอกก็ล่มสลายไปจากตาทันที ไม่รู้ทำไมตอนไปอยู่ตรงนั้นทำอะไรก็รุ่งไปหมด วาดมั่วๆ เขาก็ว่าสวย พอกลับมาถึงที่เดิมที่เคยคุ้น เราก็กลับมาสู่สถานะเก่าที่ไม่มีความมั่นใจอะไรเลย
อย่างตอนนี้สเปเชียลของฉันก็ล่มไปเลยว่า ตกลงปัญหาของคุณมันคืออะไร ไม่ชัดเจน
นี่เป็นบทเรียนที่ดีว่า ความไม่มั่นใจในตัวเองจะทำลายตัวเราเองได้อย่างไร เพราะฉันปรึกษาอาจารย์หลายคนและเปลี่ยนความเห็นตามอาจารย์ไปเรื่อยๆ มันก็เลยทำให้หัวใจของงานมันง่อนแง่นๆ แล้วลงท้ายก็ไม่รู้ว่า ไอ้หัวข้อที่เสนอไปอย่างดิบดีนี้มันกลายเป็นของใครไปแล้ว
เหมือนเราตามหาศาสดาโดยลืมมองว่า ผู้รับกรรมจากการเชื่อศาสดานี้คือตัวกรูของกรูโดยผู้เดียว ตอนนี้งานฉันเลยโคตรสับสนเลยเพราะเชื่อคนโน้นที คนนี้ที
ก็ตอนแรกอยากทำแพคเกจจิ้งใส่ขนมไทยแบบใหม่ๆ เพื่อสร้าง status ให้เอกลักษณ์ของชาติ (ที่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่ามันหน้าตาเป็นไง) แล้วก็ไปปรึกษาอาจารย์ท่านนึงแล้วเค้าก็บอกว่า "มันเป็นไปไม่ได้ คนไทยไม่ได้ให้ value กับสินค้ามีแพคเกจ ยังไงเค้าก็ไม่ซื้อ" ก็เลยเปลี่ยนมาแก้ปัญหา function แล้วกะจะทำเป็นระดับแมส เหมือนจะดี ก็ทดลองทำม็อคอัพ แก้ปัญหาฟังก์ชั่นของขนมไทยที่กินไม่สะดวก
เสนอไปวันศุกร์ พูดไปถึงกลางๆ กรรมการท่านบอกว่า แล้วทำไมไม่ทำให้มันโยงเข้ากับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งไป เพื่อความมี feasibility แล้วกรรมการอีกหลายท่านก็เห็นด้วย ทั้งที่ตอนปรึกษาก็ไม่เห็นพูดเลย มันเหมือนฟ้าผ่ากลางใจ ไม่อยากเอาไปเสนอและ อีพวกม็อคโมเดลที่ทำมา คือยิ่งเตรียมอะไรมาหลายชิ้น พอล้มของที่กระจัดกระจายมันก็มากด้วย
ก็คงผิดที่ไปเยอรมันซะหลายวัน กลับมา 2 วันนั่งปะติดปะต่อความคิดที่หลงเหลือ เพื่อจะเอามันไปละลายในห้องประชุม แล้วเด๋วเถอะนะต้องชงมันกลับขึ้นมาใหม่ ตอนนี้ตัวตลกก็ไปล้างหน้าแล้วเก็บจมูกโบโซ่กลับบ้าน
นึกไปแล้วก็ตลกตัวเองเพราะเข้าคณะมาด้วยความตั้งใจมั่นว่าจะเป็น product designer ระดับเทพ แต่ตอนนี้ต้องการความมั่นใจอย่างหนักเลยว่า จะสามารถพอที่จะทำอาชีพอันสูงส่งนี้ได้จริงหรือไม่ (แล้วสรุปแล้วเราอยากทำไรกันแน่วะ)
จะว่าไปแล้ว การที่เราอยู่ที่ไหนสักแห่ง จะมีระบบที่มองไม่เห็นครอบกบาลเราอยู่เสมอ โดยที่บางอย่างเราก็ไม่ตระหนักว่าเรามีอิสระพอที่จะเปลี่ยนมันได้ หรือบางอย่างมันก็ไม่มีเหตุผล แต่เราก็ทำอะไรมันไม่ได้
ฉันโทษตัวเองมาตลอดเวลาไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับการเรียนที่คณะนี้ แต่พอได้ออกไปข้างนอกสักครั้งแล้วเห็นอะไรที่มันต่าง มันก็เลยทำให้รู้ว่า จริงๆแล้วมันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนี้ก็ได้ ระบบที่ฉันพาตัวเองเข้ามาอยู่นี้อาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่ผลที่มันส่งต่อชีวิตฉันนั้น คงต้องรอให้ผ่านไปอีกสักพักใหญ่ถึงจะสามารถเข้าใจได้ Thai Identity above all around us...ไม่เคยทำอะไรที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับไอเดนติตี้ไทยที่เราสัญญาว่าจะศึกษาเลย นอกจากอ่านบทความวิจัยเก่าของอาจารย์ที่ไปขอแกมบังคับได้มา กับบทความวิชาการอีก 2-3 ฉบับ เป็นภาษาอังกวิด...อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก กองๆไว้เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ประจำโต๊ะ ทำให้เราไม่กล้าไปแตะต้องแถวนั้นนอกจากเอาผ้าไปเช็ดฝุ่น
เพราะว่าตอนที่ไปนั้น สนิทกับกลุ่มคนลาวมาก ตอนหลัง หลังจากที่เทศกาลแนะนำตัวเองและช่วงเวลาแห่งการสวัสดีกันด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรเกินเหตุได้ผ่านพ้นไปแล้ว....คณะผู้นำ 28 ชาติเหล่านี้ก็เกิดปรากฎการณ์...ฝรั่งก็แยกไปตามทางของฝรั่ง เอเชียก็จับกับเอเชีย ลาวกับไทยก็บ้านใกล้เรือนเคียงก็เลยสนิทกันที่สุด ซึ่งก็ไม่ค่อยดีหรอกเพราะกลับมาเนี่ย พูดลาวได้นิดหน่อย พูดเยอรมันไม่ได้เลย แล้วมันเกี่ยวกับไอเดนติตี้ยังไง คือ จากการที่คุยกัน คนลาว และคนเขมร จะไม่ชอบคนไทยอยู่ลึกๆ เทียบกับเวียดนาม อันที่จริงแล้ว คนลาวและคนเขมรก็ไม่ชอบทั้งไทยและเวียดนามพอๆกัน เพราะสองชาตินี้ก็จ้องจะหาผลประโยชน์จากมันทั้งคู่นั้นแหละ แต่ของไทยมันจะปนความดูถูกเหยียดหยามเล็กๆ อย่างที่ไทยเราเรียกแบบเข้าข้างตัวเองว่า "น่าเอ็นดู" เข้าไปด้วย แต่จริงๆแล้วมันก็ดูถูกเขาน่ะแหละ อะไรลาวๆ ก็คือเสี่ยวๆ และล้าหลังๆ เราเรียกกันเป็นตลก ทางนั้นเขาบริโภคสื่อไทยอยู่ทุกวันเขาก็ขมขื่น เรียกว่าเราไปเห็นอะไรของเขาเราก็คิดไปในทางว่า ของเราดีกว่า หมด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะฉันเห็นโขนเขาที่แบกกันมาแล้วก็คิดว่า ของไทยสวยกว่านี้เยอะ เหมือนกัน... ซึ่งมันก็ตรงกับหลักการสร้างไอเดนติตี้เลยว่า ถ้าเราบอกว่า มีสิ่งใด "ใช่" แล้วละก็ เราเซ็ตมาตรฐานของเราขึ้นมา แล้วเวลาเราไปเขมร ไปลาว เราก็จะเขียนหนังสือไปหัวเราะไปว่าของของเขามันช่างด้อยกว่าเราในแง่โน้นนี้ แล้วเราก็เป็นชาติที่เจริญที่สุดใน SEA มันก็ไม่ใช่ความผิดเขาเท่าไหร่ที่ไปตกอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งมานานจนอะไรๆมันสูญหายไปหมด มีไทยเป็นกระต่ายอยู่ตรงกลางนั่งหัวเราะใส่ฝูงเต่ารอบๆ โดยไม่แคร์ว่าเต่าจะรู้สึกต่อกระต่ายอย่างไร การสร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของผู้ปกครองประเทศเรามีนโยบายในแง่นั้นมาตลอด ไทยเท่านั้นที่สูงส่งกว่าชาติอื่น ไอเดนติตี้ไทยถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปลุกกระแสชาตินิยม เป็นวัฒนธรรมเจ้าๆ ที่คณะกรรมการวัฒนธรรมช่วยกันเลือกสรรมาพร็อพพาแกนด้าให้กับประเทศ ว่าสิ่งนี้ใช่ หรือ ไม่ใช่ ไทยอารยะ และตอนนี้มันก็กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการท่องเที่ยวและสินค้าส่งออก ซึ่งฉันก็กำลังอยู่กับมันเนี่ย เครื่องมือของรัฐ กับความสงสัยว่า ถ้าศึกษาไปอีกจะตีความออกมาได้ยังไง (และขอให้มีผลผลิตทันจบเทอม) แล้วจะใช้มันได้ยังไง เลิกคิดไปแล้วว่า ไอเดนติตี้ไทยมันเป็นของจริงมั้ย เพราะของจริงบ้านจริงห้องจริง มันขายไม่ได้ราคา June 11 เขียวเขียว แดงแดงเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง Amelie
ชอบสไตล์การใช้สีในหนังมาก เป็นหนังที่สามารถปิดเสียงดูได้ แต่อย่าปิดเลย ดูเนื้อหาด้วยกันดีกว่า
นางเอกของเรื่องเป็นคนที่สวยมาก อันนี้ก็รู้กันอยู่แล้วอะนะ อย่างไรก็ตามฉากก็เป็นการตัดไปตัดมาระหว่างคู่ตรงข้ามสารพัด โดยเฉพาะสีเขียวสีแดง จี๊ดจ๊าดจับใจ เพิ่งรู้ว่าสีเขียวสารพัดโทนมันตัดกับแดงมีพลังได้ขนาดนี้ ดูแล้วอยากซื้อวอลล์เปเปอร์แดงมาติดห้อง
คิดว่าคนอื่นคงเคยดูกันหมดแล้ว เพราะงั้น ก็จะเรื่อยเปื่อยได้
อะเมลี่เป็นเด็กที่โตมาคนเดียว ก็เลยมีโลกส่วนตัวสูง เทียบกับคนรอบข้างแล้วก็นับว่าแปลก และจริงๆแล้วรอบๆตัวเค้าก็เต็มไปด้วยคนธรรมดาที่มีพฤติกรรมแปลกๆ แสดงให้เห็นว่า คนทุกคนมักจะมีด้านที่ประหลาดๆอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าคนรอบข้างจะรับได้หรือไม่ได้
จุดเริ่มต้นเล็กๆบางอย่าง ทำให้อะเมลี่เริ่มต้นทำสิ่งดีๆ เพื่อคนอื่น หรือบางอย่างก็เป็นสิ่งที่เธอคิดว่ามันดีน่ะแหละ โดยเริ่มต้นจากแก้ไขความเดือดร้อน เล็กๆน้อยๆ ของคนรอบข้าง ไปจนถึงทำเรื่องใหญ่ๆ ยิ่งทำเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าหัวใจพองฟู
มันเป็นด้านเล็กๆ ของชีวิตที่มีผลใหญ่ๆ เรื่องนี้สอนฉันเยอะเลยว่า ให้หันกลับมามองคนรอบข้างบ้าง
อะเมลี่มีความสุขกับการทำให้คนอื่นมีความสุข แต่กับตัวเธอเองกลับไม่กล้าที่จะมีความสุข
อะเมลี่ตกหลุมรักคนคนหนึ่ง และเธอโดยบังเอิญไปรู้งานอดิเรกของเขามาว่า เป็นพวกชอบควานหารูปทิ้งแล้วใต้ตู้ถ่ายภาพอัตโนมัติ มาเย็บรวมเก็บไว้เป็นเล่มๆ
คืออะเมลี่ก็มีนิสัยประหลาดติดตัวไม่น้อยอยู่แล้ว แต่ที่เห็นว่าประหลาดที่สุดคงจะเป็นวิธีที่เธอตกหลุมรักนี่แหละ
ในบรรดารูปเหล่านั้น มีรูปผู้ชายกลางคนคนหนึ่งซ้ำๆ เยอะมาก
อะเมลี่ก็เลยออกตามหาว่าคนที่ "เขา" เก็บรวบรวมไว้คนนั้นเป็นใคร
ในที่สุด เธอก็หาคนคนนั้นพบ
เธอจึงกลับไปสืบหา "เขา" ผู้เป็นเจ้าของอัลบั้มภาพ
แล้วก็ตามไปถึงที่ที่เขาทำงาน ปรากฎเป็นร้านหนังโป๊ เขามีอาชีพเฝ้าเคาน์เตอร์เซ็กส์ทอย งานพาร์ตไทม์เป็นผีในบ้านผีสิงที่สวนสนุก
ก็เลยตามไปถึงบ้านผีสิง แล้วเอารูปหนึ่งในอัลบั้มไปเหน็บไว้ที่จักรยาน โดยไม่ให้รู้ตัว
เขาเดินกลับออกมา จดหมายวางอยู่ที่รถแล้ว
เกมเริ่มขึ้นแล้ว
เคยมีเพื่อนที่เคยดูหนังเรื่องนี้บอกว่า ฉันเหมือนอะเมลี่ ฉันก็ไม่ค่อยจะเชื่อว่ามันจริงจนได้มาดูนี่แหละ เพราะครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันก็เคยสร้างระบบเดียวกับอะเมลี่ ให้กับคนที่ฉันชอบมากๆในตอนนั้น 555 เพียงแต่ฉันไม่โชคดีเหมือนอะเมลี่
ฉันจึงได้แต่ดูตามไปด้วยใจระทึกเล็กๆ ตุ้บๆ
"เขา" ออกตามหา เมื่อตามลูกศรไปยังที่หนึ่ง ก็จะมีอะไรอย่างหนึ่งรออยู่ แล้วมันก็จะบอกทางให้ไปยังจุดต่อไป
ทำไมต้องทำให้มันลึกลับซับซ้อนขนาดนั้น ฉันดูแล้วยังหมั่นไส้ แต่ในขณะเดียวกันก็อดหัวเราะไม่ได้ว่า เออ...แล้วครั้งหนึ่งในชีวิตนั้นตัวเองก็ทำ ทำไมล่ะ
มันเป็นศิลปะอย่างนึงเลยนา การสร้างเกมแบบนี้เนี่ย เพราะถ้าให้ดี ต้องคำนวณแม้แต่เวลาว่า ถ้าเดินทางไปจนถึงจุดนี้ จะได้เจอกับแสงเงาแบบนี้ ที่จะทำให้บรรยายกาศมันสวยเก๋เหมือนในความทรงจำ ซึ่งอะเมลี่ก็ทำได้ดีเหมือนกัน แสงเงาตอนเย็นย่อมสวยเป็นพิเศษ เมื่อพระเอกตามรอยไปถึงยอดเขามงต์มาร์ต แล้วมองผ่านกล้องส่องทางไกลไปเห็นนางเอก
นางเอกของเราก็ยังหนีอยู่ล่ะค่ะ เพราะเธอก็เอาอัลบั้มคืนให้พระเอก แล้วตัวเองก็ไปซ่อนต่อ พร้อมทิ้งโน้ตขั้นต่อไปไว้
เขาก็ยังตามหา โชคดีของอะเมลี่นะ ที่ "เขา" ออกตามหามัน
แต่ด้วยความที่นางเอกทำเกมไว้หลายด่านเกิน ความรักของพระเอกก็คงจะยังอยู่ตรงนั้นแหละ แต่สถานการณ์มันก็พาอย่างอื่นเข้ามา ทำให้เข้าใจผิด
นางเอกฝากโน้ตให้พระเอก ให้เพื่อนเอาไปให้
เพื่อนนางเอกเป็นห่วงนางเอกว่าจะโดนหลอกป่าววะ เลยขอนัดพระเอกไปคุยๆ
คนในร้านเข้าใจผิด ก็เลยไปบอกอะเมลี่ว่า เขาไปด้วยกันแล้วล่ะ
ฉันชอบฉากที่อะเมลี่ละลายเป็นน้ำแล้วตกซ่าลงไปอยู่ที่พื้น ณ ตรงนั้น เพราะฉันเองก็เคยรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน และบอกให้รู้ มันไม่สนุกเท่าไหร่
อะเมลี่กลับบ้านไปทำขนม ฝันไปว่า พระเอกจะซื้อผงยีสต์ตามมาให้ (เพ้อเจ้อ) ฉากนี้ทำได้สวยจริงๆอะ พระเอกในฝันเอามือไล่ไปตามม่านลูกปัด ม่านไหวกราวในความเป็นจริง ปรากฎเป็นแมวของนางเอกเอง แล้วเธอก็หันไปปาดน้ำตาก่อนที่จะรู้ว่า พระเอกมาเคาะประตูเรียกที่หน้าห้องแล้วจริงๆ
ก็คือเพื่อนนางเอกบอกทางไปบ้านนางเอกให้ และเรื่องก็มีต่ออีกนิดหน่อยก่อนที่จะเข้าใจกันได้ จบลงโดยที่ทุกคนทำตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกันทุกคน
คนแก่ในเรื่องพูดไว้ว่า "อีหนู กระดูกของเธอมันไม่ได้ทำด้วยแก้วนะ เธอกล้าเผชิญหน้ากับชีวิตบ้าง มันไม่แตกหรอก
คว้าโชคชะตาอันนั้นไว้ซะก่อนที่มันจะสายไปจริงๆ"
จะให้ฉันพูดอย่างไรได้ ฉันเห็นด้วยกับเขาเต็มที่ แต่บางครั้งมันก็ไม่ใช่โชคชะตาของเราใช่ไหม
แต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วดีนะ เพราะประโยคนั้นมันทำให้ฉันมั่นใจมากขึ้นว่า ตัวเองมีสิทธิ์เท่ากับคนอื่นที่จะมีความสุข แล้วก็จงก้าวออกมานอกกรง...โอกาสมีอีกขรมเขร
เวลาคนเรารักใครสักคนมากๆ เราจะเริ่มหายใจตัวเค้าเป็นส่วนหนึ่งของตัวเราเอง ความฝันของคนคนนั้นจะเริ่มกลายเป็นความเป็นจริงของเรา ทำให้ได้เริ่มทำอะไรหลายๆอย่างที่ยิ่งใหญ่ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำเพื่อคนอื่นนอกจากตัวเอง อะเมลี่ก็เหมือนกัน ที่ออกตามหา คนในรูปถ่าย ที่เป็นความต้องการของคนอีกคน จนเจอ
ฉันยังคงเชื่ออย่างนั้นนะ ฝันของฉันคือฝันของเธอ
เป็นกระจกอีกด้านที่ทำให้เรามีพลังไม่สิ้นสุดในการทำอะไรดีๆ
June 10 Everything you do comes back to you.
เทอมนี้ฉันทำ special problem project เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ขนมไทย ก็เลยได้มีโอกาสผจญภัยหลายอย่าง โดยเฉพาะซึ้งไปเลยกับรสชาติของการ "เสนอโครงการไปก่อน" โดยไม่ได้ทำรีเสิร์ชอย่างจริงจัง เพราะมันจะทำให้ผลที่ตามมาเป็นนรก อารมณ์แบบ "คิดไม่ออกว่าทำผิดอะไรและที่ถูกนั้นคืออย่างไร..." ซึ่งก็ไม่ใช่ไม่เคยเจอในการเรียนมาก่อน แต่ครั้งนี้เรางงคนเดียวเดี่ยวโดด ไม่มีเพื่อนมาช่วยเรางงในสิ่งเดียวกันนี้เลย เพราะเค้าก็เลือกโจทย์อื่นให้ตัวเอง โจทย์นี้เราเสนอเอง รับกรรมเองโลด ถ้าอยากเข้าใจ ก็ต้องช่วยตนเองให้พ้นจากหลุมที่ตัวเองเป็นคนขุดนี้ให้ได้
แต่นั่นช่างมันเถอะ ไม่ใช่เรื่องที่อยากจะเขียนถึงหรอก ที่อยากจะเขียนถึงวันนี้ คือฉันไปสัมภาษณ์ร้านขนมไทยร้านหนึ่งที่ซอยโชคชัย 4 มา เค้าเพิ่งได้ลงหนังสือไปไม่นาน เป็นร้านขายข้าวเหนียวมูน innovative ในแง่ที่ว่า ใช้สมุนไพรมาผสมสีข้าวเหนียวจนได้ 10 กว่าสี แล้วเวลาตักใส่จานมันดูสวย เรื่องของโจทย์ไว้เขียนทีหลัง แต่ที่น่าสนใจก็คือ เรื่องของโลกที่มันกลม จากการขอสัมภาษณ์คุณลุงที่ใจดียอมเสียเวลานอนมานั่งคุยกะเรา ตอนแรกที่โทรมาแทบไม่หวังเลยว่าจะได้สัมภาษณ์ เหอๆ ก็นั่งมอเตอร์ไซค์เข้าไปถึงซอย ต.รวมโชค ถามๆไป นามสกุล คุ้นๆ นะ แล้วต่อมาคุณลุงก็บอกว่า เดี๋ยวเรียกลูกชายมาคุยด้วยดีกว่า พอลูกชายเค้ามา อ้าว รุ่นน้องโรงเรียนประถมนี่เอง เค้าก็จำฉันได้ แปลกมาก เรียกชื่อถูกตั้งแต่แว่บแรก แล้วเค้าก็บอกว่า ฉันเป็นฮีโร่ในสมัยเด็กของเค้า ที่ทำให้เค้าหันมาวาดรูป แล้วก็อยากเข้าถาปัด บอกว่าเค้าเห็นรูปที่ฉันวาดตอนประกวดในโรงเรียนแล้วไปยืนดูแล้วดูอีก
ฉันก็ว่าเค้าคุ้นๆ และในต่อมาพอนึกออกว่าคุ้นเพราะอะไรก็วาบขึ้นมาในสันหลังเช่นกัน จำชื่อและนามสกุลได้ เพราะว่า ตอนนั้นนั่งรถโรงเรียนคันเดียวกันกลับบ้าน แล้วมันมีอยู่วันนึง เค้ากับน้องชายเค้า และญาติเค้าอีก 2 คน ชื่อ ชลธิชา กับ แอน ที่บ้านขายของอยู่ในตลาดแถวที่ฉันอยู่ตอนเด็ก มารุมด่าฉันด้วยถ้อยคำหยาบๆ คายๆ ด้วยเหตุอะไรก็จำไม่ได้
แต่คือ ตอนนั้นเสียใจมาก เพราะเป็นคนเซนซิทีฟกับอะไรที่เป็น verbal แล้วอย่างว่าคือ เด็กเลี้ยงมาแบบไข่ในหินน่ะนะ ทนฟังคำหยาบไม่ได้ โดนรุมด่าด้วย มันทำให้เราคิดว่า เราผิดอะไรวะ คารมช้า เถียงไม่ทันด้วย ตอนนั้นยังเด็กมาก ป.2 มั้ง ก็ได้แต่นั่งร้องไห้ให้เค้ารุมด่าจนถึงบ้าน ไปร้องไห้กับแม่กับย่าต่อ แม่ก็ไม่ได้ปลอบอะไร แต่นั่งพูดกับตัวเองว่า "เลี้ยงลูกเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เลี้ยงอย่างเดียว ต้องให้สู้กับคนอื่นได้ด้วย..." ส่วนย่าก็ทำหน้าปลงๆ แล้วก็บอกว่า พวกนั้นพ่อแม่เขาไม่มีเวลาดูแล วันๆขายของในตลาด...แล้วเรื่องก็จบกันไป
ฉันเป็นคนที่ใครมีบุญคุณแล้วไม่เคยลืม และในทางเดียวกันก็เลยไม่ลืมเหตุร้ายๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้เลย ซึ่งมันก็ไม่ใช่นิสัยที่ดีนัก เพราะมันทำให้ตัวเองไม่มีความสุข และทำให้ฉันไม่ชอบอยู่กับคนหมู่มากอยู่ลึกๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ย่าฉันก็ยังคงซื้อของจากร้านนั้น แล้วเวลาก็ผ่านไป ย้ายบ้าน เรียนจบประถมไปเข้าที่ใหม่ อะไร อะไร มันก็ผ่านมานานจนฉันลืมเรื่องด่ากันในรถวันนั้นไปสนิท จนถึงวันนี้ที่มานั่งคุยกันในร้านข้าวเหนียว และฉันระลึกได้ว่าเป็นเขาเอง โลกมันกลมกว่าที่คิด ไม่ช้าไม่นานเราก็จะกลับมาเจอกัน และบางครั้ง มันก็รวมถึงได้เจอคนที่เราไม่คิดจะเจออีก แต่เหมือนกลับมาเพื่อทำอะไรให้ดีขึ้นกว่าเดิม ความเข้าใจที่เราเคยคิดว่าห่วย ความสัมพันธ์ห่วยๆ....
ฉันมีเวลาเสี้ยววินาทีที่จะตัดสินเขาอีกครั้ง แล้วฉันก็บอกตัวเองว่า อดีตก็คืออดีต และ...คำด่ามากมายที่พวกเขารุมกันด่าฉันในวันนั้น ก็คงไม่สามารถทำร้ายฉันได้มากไปกว่าตอนนั้น อันที่จริงแล้ว มันไม่มีผลอะไรเลย แค่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเด็กสี่คน กับความอ่อนต่อโลกเกินไปของเด็กอีกคน และตอนนี้เราก็มีชีวิตที่ห่างไกลจากจุดนั้นมาหลายขุม เหมือนที่ตอนแรกฉันจำเขาไม่ได้ การให้อภัยนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเราเอง มากกว่าต่อตัวคนคนนั้น ไม่อย่างนั้นฉันคงมองเขาในแง่ดีไม่ได้ แล้วก็จะพลาดอะไรหลายอย่าง เมื่อใจเราปิด
เขาก็ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับฉันมากมาย และต้อนรับขับสู้แขกที่มาขอคำแนะนำอย่างฉันด้วยน้ำใจที่ดียิ่ง ในตอนนี้ เขากลายเป็นผู้ช่วยพ่อของเขา ทำขนมที่ร้าน ตื่นตีสามเพื่อมามูนข้าวเหนียวทุกวัน แล้วก็เผชิญกับสถานการณ์ บ้านจริง ห้องจริง เจ็บจริง ของการทำธุรกิจ อย่างที่คุยแล้วฉันรู้เลยล่ะว่า สำหรับบทเรียนที่เรียกว่าชีวิตละก็ ฉันยังไม่ได้เริ่มอะไรทั้งนั้น และเขาก็นำหน้าฉันไปหลายขุมแล้วในเรื่องของประสบการณ์การทำงาน ส่วนฉัน ก็เป็นดีไซเนอร์ในเมฆ ที่ตอนนี้ยังฝันอยู่ นับถือเขานะที่ทำได้ในหลายๆสิ่ง และฉันหวังว่า เมื่อฉันนับถือเขา ฉันก็จะนับถือตัวเองมากพอที่จะเชื่อว่า โปรเจคต์ที่ออกจะงงๆนี้ ฉันจะสามารถทำให้มันสำเร็จได้ โดยที่ทุกฝ่ายพอใจ รวมทั้งลูกค้ากลุ่มนี้ของฉันด้วย
Everything you do comes back to you.
ถ้าไม่ได้เจอกันในวันนี้ เรื่องด่ากันบนรถก็คงจะเป็นจุดบอดในชีวิตต่อไป และฉันก็ไม่มีวันรู้ว่า เขาจำฉันไว้ในแง่อื่นที่ดีๆ อย่างน้อยฉันก็เป็นแรงบันดาลใจให้ใครสักคน อยากทำอะไรสักอย่าง คือวาดรูป เป็นเกียรติมากมาก... ดีต่อกันไว้เถอะ เราไม่มีวันรู้ได้เลยว่า ในวันข้างหน้าจะได้กลับมาเจอกันในรูปแบบไหน June 07 ผู้ชนะย่อมก่อเวรเมื่อเดือนก่อน เพื่อนสมัย ม.ต้นนัดกันไปกินข้าว แล้วได้ข้อสรุปว่า ตั้งแต่พวกเราเรียนจบมอสาม เราก็ได้ไปเที่ยวกันครั้งเดียวคือไปค้างบ้านเพื่อนที่พิษณุโลก เพราะงั้นเราไปเที่ยวต่างจังหวัดกันอีกเถอะ เราก็เลยตกลงกันว่าจะไปทะเล เพื่อค้างคอนโดเพื่อนคนหนึ่ง ฟังดูดีมาก ฉันเป็นคนแรกๆที่ตอบตกลงไปโดยไม่มีเงื่อนไข คิดว่า ไม่ว่าจะนัดตรวจแบบ จะต้องส่งอะไรในวันจันทร์ก็ตามฉันก็จะไป แล้ว มันก็มีเหตุว่าเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพ่อแม่ไม่อนุญาตให้ไป ก็เลยงงๆกันไปกันมา จนได้ข้อสรุปว่า จะไปเที่ยวจังหวัดใกล้ๆในขอบเขตเช้าไปเย็นกลับแทน ก็ยังตกลงว่าไปเป็นมั่นเหมาะ
แล้ว ประมาณสามวันก่อนไป ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากทาง TCDC ว่าตัวเองได้รับรางวัลจากการประกวดออกแบบ และให้ไปรับรางวัลในบ่ายวันที่พวกเราไปเที่ยวกัน กลุ้มใจมากมากว่าจะเอาทางไหน เพราะว่า ตั้งแต่อยู่คณะนี้มา รางวัลที่เคยได้รับกลับไม่ค่อยมีรางวัลทางด้านการออกแบบเท่าไหร่ ไอ้ที่เคยได้ มันก็ดันเป็นรางวัลประกวดคำขวัญ ติงต๊องมาก แรงบันดาลใจที่ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ (อย่างโง่ๆ) มาตลอด อย่างนึงก็คือ การได้รับรางวัลจากการแข่งขันโน่นนี่ ซึ่ง มันก็แค่ปมด้อยที่ต้องการให้คนยอมรับอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ตัวเองทุกข์และคนรอบข้างก็ไม่ได้อะไร แต่เหมือนมันเป็นนิสัยไปแล้วที่ชอบแข่งขันชิงโน่นนี่ ...ผู้ชนะย่อมก่อเวร... กระแสบางอย่างในคณะมันทำให้บอกตัวเองว่า "เราน่าจะได้อะไรมั่ง ก่อนเรียนจบไปนะ" และรางวัลในครั้งนี้ก็เป็นชิ้นแรกที่ได้ในรอบหลายๆปี ก็ดีใจมากๆ... แต่ในขณะเดียวกัน เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว ก็สำคัญมากๆ ฉันก็อยากไปเที่ยวกับพวกเขา แล้วก็เป็นคนแรกๆเลยที่ตกลงว่าไป โดยไม่เกี่ยงว่าจะไปไหน กี่วัน กี่คืน เมื่อไหร่ ขอแค่มีเพื่อนคนหนึ่งโทรมาชวนฉันก็ตกลงแล้ว
ตอนแรกฉันก็จะให้เพื่อนคนอื่นไปรับรางวัลแทน แล้วตัวเองไปเที่ยว แต่ก่อนหน้านั้น ฉันก็ลองถามๆคนอื่นดูว่า ขอเลื่อนไปเป็นวันเสาร์แทนได้มั้ย เพราะวันอาทิตย์ติดรับรางวัล เพื่อนคนที่จัดการก็บอกว่า เฮ้ย ไม่ได้หรอก เราไม่ว่าง และรถก็จองไปแล้วด้วย เพื่อนอีกคนก็เมล์มาว่า น่าเสียดายๆ แต่ก็ทำไงได้ แต่ก็ไม่ได้ยื้อฉันไว้ว่าให้ไปด้วยกัน ฉันก็เลยคิดว่า มันคงวุ่นวายเกินไปถ้าจะยังยืดเยื้อเรื่องมาก เพราะมันอาจจะทำให้คนอื่นต้องเลื่อนวันเที่ยว และทริปอาจจะล่มก็ได้ พิจารณาตอนสมัย ม.ต้น ฉันก็ไม่ใช่คนที่เอนเตอร์เทนคนอื่นในกลุ่มได้มากนัก ออกจะเป็นพวกนอกลู่นอกลานด้วยซ้ำไป การที่พวกเค้ายังนับว่าฉันเป็นสมาชิกในกลุ่มแล้วนึกถึงเสมอเวลากินข้าวกัน นัดไปไหนๆกัน ฉันก็ไม่รู้จะขอบคุณยังไง แต่ลึกๆแล้ว ฉันก็รู้สึกไปเองว่า ฉันคงไม่ได้สำคัญอะไรต่อกลุ่มนั้นมากนักหรอก ขาดฉันไปก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง นึกน้อยใจขึ้นมาโดยไม่มีเหตุ ฉันก็เลยเมล์กระจายบอกทุกคนว่าฉันจะไปรับรางวัล ขอให้ทุกคนเที่ยวให้สนุกนะ
เวลาผ่านไปจนถึงวันรับรางวัล ฉันกำลังจะโทรหาเพื่อนทุกคนเพราะเข้าใจว่าอยู่บนรถกันแล้ว เข้าใจว่าจะได้ยินเสียงโหวกเหวกและสียงแกะห่อขนมด้วยความวุ่นวายมาตามสาย เงียบสนิท...ปรากฎว่าทริปได้ล่มไปแล้ว มันก็ไม่ได้ล่มเพราะฉันคนเดียวหรอก ปรากฎว่าเป็นเพื่อนอีกสองสามคนที่ไปไม่ได้เหมือนกัน แล้วก็เลยยกเลิกหมด
ไปเปิดเมล์ก็เจอเมล์ที่เพื่อนอีกหนึ่งคนที่อยากไปมากๆ และเป็นคนแคร์คนอื่นสุดสุด พูดมาแบบน้อยใจว่าทำไมมันต้องล่มทุกที ทั้งที่มันอยากเจอทุกคน ฯลฯ... ฉันอ่านเมล์เพื่อนแล้วเศร้าไปด้วย เค้าเสียใจมากเลยนะ เออ ทำไมเราเห็นแก่ตัวยังงี้วะ คือ มัวแต่คิดว่าคนอื่นคงไม่สนใจเรา เราเองก็เลยไม่สนใจคนอื่น ทั้งที่ถ้าอยากให้ใครให้ความสำคัญกับเราล่ะก็ เราต้องพาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นให้เค้าเห็นแท้ๆ แล้ว เราก็เป็นคนเลือกเรื่องส่วนตัวแทนที่จะไปกับเพื่อนๆ มันก็เป็นเรื่องคิดมากที่ไม่น่าคิด และมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรขนาดนั้น อีกหน่อยเราก็ได้ไปเที่ยวด้วยกันอีกแน่ จากความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของคนกลุ่มนี้รวมทั้งฉันด้วย ฉันเชื่อว่าต่อให้ผ่านไปสิบยี่สิบปีก็อุ้มลูกมาเจอกันแน่ๆ แต่เออ จัดทริปกันกี่ทีก็ล่มจริงๆด้วย ทั้งบรรดาหมอๆแพทย์ๆ พวกจบแล้วทำงาน และพวกถาปัดโข่งที่ยุ่งอะไรของมันตลอดปีเลยวะ ช่างหาเวลามาลงตัวกันได้ยากเสียจริงๆ งื่อ >.< ...สำหรับวันนี้ ขอโทษจริงๆนะ June 02 เจ้าหนอนห้องฉันมีหนอนอยู่ตัวหนึ่ง
จริงๆมันคงมีอย่างอื่นอีกมาก เช่น แมลงสาบ เป็นต้น แต่จะกล่าวถึงแค่หนอน
เคยซื้อมะนาวมากินที่ห้อง เอาเม็ดไปฝัง
จากเมล็ด มันก็งอกเป็นต้นขึ้นมา 3 ต่น ฉันก็ปลูกไว้ที่ระเบีบง
ฉันก็ไม่รู้ว่ามีผีเสื้อที่ไหนมันบินสูงได้ถึงชั้น 15 เพื่อมาออกไข่ ด้วยความนับถือในความพยายามของแม่มัน ฉันก็ปล่อยให้ลูกมันกัดกินใบมะนาวจิ๋วๆ ที่ปลูกไว้ตามสบายใจ
กลับบ้านที่คันนายาวไป 2 วัน กลับมาจะรดน้ำต้นไม้ มะนาวไปไหนวะ มองอีกที ร้อง เฮ้ย……
หนอนเล็กกินจุมาก เหลือแต่ตอ กับหนอนตัวใหญ่เขียวที่แลดูอิ่มหมีพีมัน กำลังพยายามแทะก้านอย่างเอาจริงเอาจัง
ฉันมีต้นมะนาวอยู่อีก 2 ต้น ที่ถ้าเจ้าหนอนตัวนี้ไปถึงทางนั้นได้ก็อย่าพูดถึงเลย แต่ ฉันก็ยอมสละอีก 2 ต้น ด้วยการตักหนอนไปวางไว้ตรงขอบกระถาง ใครปัญญาไวหาได้บ่นาน นะเจ้า
มันก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้น่าสนใจอะไรหรอก มันก็เป็นหนอน แต่ฉันรู้สึกประทับใจที่มันไม่คิดมากกับการดำรงชีวิต อะไรที่ทำได้ ทำ อะไรที่กินได้ กิน และมุ่งมั่นทำภารกิจของตัวเองอย่างแน่วแน่ แม้ว่าฉันจะเอาส้อมพรวนไปงัดมันออกมา
เทียบกับหัวข้อ special problem ที่ตัวเองต้องเสนอแล้วเนี่ย เรามันก็พวกฟุ้งซ่านคนหนึ่งที่คิดมากเกินเหตุ ถ้ารู้ว่าตัวเองจะทำอะไรแล้วก้มหน้าก้มตาทำไปเหมือนหนอนก็จะดี มนุษย์ต่างจากสัตว์อื่นเพราะเป็นสิ่งที่มีความคิด แต่บางทีความคิดก็นำพาให้เราเข้ารกเข้าพงไปซะมาก
Maybe I should stop procrastinating…..
May 23 May I flyเขาว่ากันว่า อุปสรรคที่มีขึ้น มีเพื่อให้คุณพิสูจน์ว่า คุณต้องการมันมากขนาดไหน แล้ว บางที มันก็ดีกว่า ที่จะเริ่มทำอะไรสักอย่างไปเลย โดยที่โยนความกลัวไว้เบื้องหลัง เพราะถ้าเราก้าวออกไปแล้ว มันก็คงเจออะไรสักอย่าง ก็คงไม่เป็นศูนย์อยู่แค่นั้น ไม่เหมือนนั่งเฉยๆ
สิ่งที่พยายามกับมันมากมายอย่างนึง ก็คือ เริ่มเรียนเปียโนตอนขึ้นปีสี่ ตอนนั้น ก็คิดว่า นี่แก่ขนาดนี้แล้วยังจะมาเริ่มเล่นอะไรเหมือนเด็กๆ แรกๆ ไม่มีเปียโนที่บ้าน ใช้วิธีไปซ้อมตามที่อื่นๆ เช่น ห้องเปียโนของคณะศิลปกรรมฯ TK Park (เป็นกรรมของคนที่นั่งอ่านหนังสือที่นั่นวันนั้น ทุกทีไป) บ้านญาติ จนกระทั่งมีเปียโนของตัวเองก็อีกหกเดือนให้หลัง แล้ว มันก็เจอปัญหาประหลาดอีกมากมายที่ถ้าเรียนตอนสี่ขวบคงไม่มี เช่น นิ้วแบน กำลังนิ้วไม่พอ แยกเสียงไม่ออก ฯลฯ และพอเราแก้ปัญหานึงได้แล้วเราก็มีปัญหาใหม่ พอเราเล่นเพลงนึงได้แล้ว เราก็จะมีโจทย์ใหม่ ทุกครั้งที่ไปเรียนหรือซ้อมก็ตาม มันคือการสู้กับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เห็นโน้ตที่ไม่คุ้นเคยแล้วอยากจะบ้าตาย
มันก็ผ่านมาได้ 1 ปี 2 เดือน แล้วนะ ตั้งแต่เริ่มต้นเรียนมา ก็ฝ่าฟันอะไรมามากมาย ที่ถ้านอนเฉยๆอยู่ที่บ้านคงไม่ต้องเดือดร้อนไปทำ ตอนนี้เพิ่งเล่นเพลงสอบเกรด 3 ได้ รู้ตัวอีกที ก็พออ่านโน้ตไปเล่นไปได้ ฟังเพลงอะไรมาก็พอแกะตามได้ เล่นเพลงยาวหลายหน้า ที่โน้ตง่ายๆได้ ที่ว่าแยกเสียงไม่ออกก็เริ่มพอถูไถ มีสติมากขึ้นแล้ว บางทีความสามารถมันก็พัฒนาตัวเองไปเรื่อยโดยไม่ยอมบอกเรา แล้วเก็บไว้ให้เราดีใจที่ทำโน่นทำนี่ได้ และมันก็คงมีอะไรมากกว่านี้ไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่เลิกล้มเสียก่อน
ฉันเลิกถามตัวเองแล้วว่า ที่เรียนมาปีกว่าได้เท่านี้นี่เร็วหรือช้า เลิกกวนใจตัวเองด้วยความคิดที่ว่า เรียนไปแล้วได้อะไร เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั้ย ของบางอย่างก็ต้องอาศัยเวลาของมัน แล้วสำหรับเปียโนมันก็ต้องจ่ายเยอะอยู่
ความกล้าที่จะเริ่ม กับกำลังใจที่จะไปต่อ หลับหูหลับตา ซ้อมแล้วก็ซ้อม พอถึงวันนึง อย่างน้อยเราก็ไม่ได้อยู่ที่จุดเริ่มต้นอีกแล้ว
ภูมิใจที่ได้ไปที่ไหนสักแห่ง ดีใจที่ตอนนั้นเริ่มมา
อยากเอาความคิดนี้ไปใช้กับการทำธีสิสน่ะ ตอนนี้ฉันสับสนอยู่ว่า ฉันควรจะทำอะไร มุ่งไปทางไหน คงต้องใช้กำลังใจอีกมากๆ แต่ก็หวังว่า จะรู้ ว่าตัวเองจะสร้างมูลค่าให้สังคมรอบๆได้มากสุดได้ไง (คำพูดจากเพื่อนสนิท 555) ทำอะไรถึงจะดี อยู่ตรงไหนถึงจะดี ฉันว่าฉันตั้งใจดีนะ เพราะงั้นก็อยากให้เป็นคำตอบที่ดีด้วยละกัน May 22 May you flyไปดูคอนเสิร์ตกีต้าร์คลาสสิกมา เป็นงานที่บริษัทเครื่องดื่มจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่มีพรสวรรค์ในด้านต่างๆ ให้ได้มีที่จัดแสดงมันออกมา ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นมือกีต้าร์คลาสสิกรางวัลยาวเป็นรายชื่อในสมุดโทรศัพท์ท่านหนึ่ง
แม่เราฟังวิทยุแล้วเค้ามีโฆษณา แม่เลยอยากช่วยนักศึกษา ค่าฟังคนละ 250 แถมซีดีผลงานฟรี
ประทับใจที่เค้าพูดในตอนสุดท้ายว่า ความฝันเล็กๆของเค้าที่อยากจะมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองได้เป็นจริงแล้ว ขอบคุณทุกคนมากที่มามีส่วนร่วมในความฝันของเค้า
…ค่ะ ขอแสดงความยินดีด้วย
ในนั้นมีคนฟังสองประเภท คือพวกคอกีต้าร์คลาสสิกทั้งหลาย ไปก็จะดูด้วยความตะลึง แล้วกระซิบกระซาบกันระหว่าง intermission ว่า “เก่งโคตร เทคนิคสุดยอด ฯลฯ” กับอีกพวกคือพวก “เล่นมโหรีถวายวานร” คือฟังไม่รู้เรื่องเลยว่าเพราะหรือเปล่าวะ เดินออกมายังงงๆ และฉันก็เป็นคนกลุ่มที่สองนี้แหละ เพราะไม่ได้เล่นกีต้าร์ก็เลยรู้สึกว่า ฟังไม่รู้เรื่องเลยง่ะ
ตอนเล่นจะจบฮามาก ใครไม่รู้ได้ซาบซึ้งจนหลับ แล้วกรนแบบสนั่นหวั่นไหว คร่อกกกกกก……..ขาก! เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ จนเสียงตบมือดังกลบนั่นเลย
แต่ดีนะ เค้าควรจะสนับสนุนอะไรแบบนี้ไปเรื่อยๆ เผยแพร่ความดีสู่สังคมไทย เห็นพ่อแม่พาลูกเล็กๆ มาดูด้วย ลูกเค้าคงโตไปเก่งเนอะ ตอนเด็กๆฉันจำได้ว่า วัฒนธรรมดนตรีวงเดียวที่ได้ดูคืองิ้วที่มาเล่นที่ตลาดแถวบ้าน
ขากลับแวะกินโจ๊กที่ทองหล่อกับแม่ เจอทาทา มาในรถตู้สีดำ ขับมาซื้อโจ๊กไป 6 ถุง เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นตัวจริงของทาทา ผอมไปเยอะเลย May 21 Dreamเขียนเพ้อเจ้อมาหลายวันแล้ว วันนี้ขอเพ้อเจ้อด้วยภาพ ตั้งแต่เด็กๆ ชอบเอาลัง เอาฟูกมาพลิกเป็นกำแพง แล้วเล่นสร้างบ้าน มันก็มีบ้านในฝันอยู่หลังนึงที่เปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ ตลอดตามสิ่งที่ฉันได้เห็น ตอนเด็กๆ อยู่อพาร์ตเมนต์ที่ทองหล่อ พ่อกับแม่คิดจะสร้างบ้านของตัวเองกันอยู่(ตอนนี้มีแล้ว) ที่บ้านตอนนั้นเลยมีหนังสือแปลนบ้านเยอะ ก็นั่งดูๆ พอโตมาหน่อยก็จะเริ่มเอาพวกความเป็นไปได้ การดูแลรักษา วัสดุแบบที่ชอบใส่เข้าไปด้วย ด้วยความคิดว่าสักวันหนึ่งแหละนะจะโขกแบบนี้ออกมาสักหลัง
ชอบวิธีวางแปลนแบบนี้ ที่เป็นทางเดินตรงๆแล้วมีสเปซแต่ละส่วนเรียงลำดับชัดๆ ชอบไม้แบบนี้ด้วย เด๋วนี้เปียโนก็เริ่มจะชัดเจนในชีวิตขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะงั้นก็ต้องเว้นที่ไว้ให้แกรนด์สักตัว 555 อยากมีระเบียงแล้วก็น้ำแบบนี้ด้วย แต่จะเลี้ยงปลาทองในนั้นนะ ใส่แชนเดอเลียร์ไปอีก 1 ตัว
อู๊ยยังมีอีก แต่คงต้องหาทางให้ได้มาซึ่งรายได้เพื่อการก่อสร้างก่อนนะเคอะ!! Boom Boomนั่งอยู่ข้างพ่อกับคอมพิวเตอร์คนละตัว
พ่อกำลังพิมพ์จดหมายไปถาม Academy of Art University ในนามน้องสาว
น้องสาวฉันกำลังจะไปเรียนต่อที่อเมริกา ที่มหาลัยเอกชนที่ว่านี้แหละ
เขาอยากเรียนด้าน Animation ตอนแรกจะเข้าอินเตอร์ฯที่มหิดล ในสาขานี้ แต่ก็เป็นโชคของเขาที่ได้ไปเรียนที่นี่แทน
ก็เป็นเด็กโชคดีในหลายๆอย่าง น้องสาวของฉันต่างจากฉันมาก เพราะเขาได้อะไรๆ ในชีวิตมาโดยไม่ต้องพยายามสักเท่าไหร่ เกิดมาตอนฐานะทางบ้านดีแล้ว พ่อแม่ตามใจทุกอย่าง อาจจะเพราะเป็นลูกคนเล็ก และพ่อแม่ก็อาจจะเห็นว่าเลี้ยงฉันมาแบบนี้มันพลาดตรงไหนไปสักอย่างก็ได้มั้ง เขาก็เลยค่อนข้างจะหนูเลือกได้กว่าฉันอยู่นิดหน่อย
คิดว่าโชคแบบนี้คงจะอยู่กับเขาตลอดไปนะ เพราะน้องฉัน ถึงแม้จะเป็นเด็กดี แต่ด้วยความที่มันไม่เคยต้องพยายามเพื่อสิ่งใดเลยในโลก ไม่เคยต้องสอบเข้า เรียนอนุบาล ครูดุ แม่กับพ่อก็กลัวน้องทนไม่ไหว ให้ลาออกไปอยู่โรงเรียนอื่น (แต่ครูโหดพวกนั้น ฉันก็ผ่านมาหมดแล้ว) ม.ต้น จับฉลากไม่ได้ ก็ใช้รายละเอียดเบื้องหลังการถ่ายทำ ม. ปลาย ก็ไม่ยอมไปสอบเตรียม สอบมหิดลฯ หรืออะไรทั้งสิ้น ปล่อยให้พี่สาวอย่างฉันที่ไปวิ่งซื้อใบสมัครมาให้มัน นั่งกรอกใบสมัครให้ตัวเองอีกทีนึง กรูเข้าไปเรียนสายศิลป์ใหม่ดีไหมวะ เอาใบสมัครมาแล้ว 555 พอถึง มหาลัย ก็ไปเรียนเมืองนอกในมหาลัย ที่ไม่ต้องสอบเข้า
ดูไปแล้วก็น่าอิจฉาเหมือนกัน ชีวิตลื่นเหมือนมีทางด่วน ไม่เคยต้องสู้เพื่ออะไรเลย
แต่ถ้าเขาต้องตัดสินใจ หรือต้องสู้เพื่ออะไร
เพราะไปเมืองนอกมันไม่ใช่ความสุขเสมอไปหรอก มันเหงา มันต้องไปฝ่าฟันกับฝรั่งที่เหยียดเรา ของแพง ทั้งหมดที่ถ้าเจอพร้อมกันฉันเรียกว่าสภาวะ Boom Boom คือทุกอย่างจะไม่ใช่สิ่งคุ้นเคยสำหรับกรูถึงขีดสุด และมันจะเหมือนมีระเบิดป๊อบๆในสมอง
คนที่ไปมันต้องมีเป้าหมายอะไรสักอย่าง และต้องเป็นคนที่อดทน ปรับตัวง่าย พูดตามตรงแล้วก็ไม่ใช่น้องสาวฉันสักเท่าไร ซึ่งก็น่าเป็นห่วง แถมมันไม่เคยไปซัมเมอร์ที่ไหนนอกจากสิงคโปร์ที่คนไทยเพียบ
แต่มันอาจจะผ่านทุกอย่างไปได้ดีกว่าที่พี่สาวขี้กังวลคนนี้นั่งคิดอะไรอยู่คนเดียวก็ได้ มันอาจจะรุ่งมากก็ได้ และนี่ก็เป็นโอกาสที่จะได้ไปเรียนเมืองนอก โอกาสที่ดีโคตรๆ
แต่ฉันก็นึกภาพไม่ออกอยู่ดีว่ามันจะเป็นยังไง พ่อแม่จะย้ายไปซื้อบ้านอยู่ที่โน่นกับมันรึเปล่าเนี่ยะ ขนาดจดหมายถามเรื่องหอพัก พ่อฉันยังตื่นมานั่งเปิดดิกฯ พิมพ์ให้มันเลย แล้วไปอยู่โน่นเขียนเอสเสย์ทำรายงานยังไงวะเนี่ย มองในแง่ดีว่าที่ที่มันไป คือมหาลัยเอกชนในซานฟราน ไม่ใช่สแตนฟอร์ดหรือฮาร์วาร์ด วันก่อนฉันนั่งถามเพื่อนสนิทฉัน (ผู้กำลังจะทำ Computer Human Interaction หรืออะไรแบบนี้) ว่าทำงานไร มันก็นั่งแจงถึง Rhetoric Paper ที่มันต้องเขียนแล้วก็อะไรต่างๆที่มันเรียน ซึ่งฟังดูเข็นครกขึ้นภูเขา แม้ว่าจะไม่ใช่เข็นภูเขา
โชคดีละกัน............ ตัวฉันมองว่า น่าเป็นห่วง เค้ายังไม่พร้อมที่จะไป ขนาดเรื่องจัดการให้ตัวเองได้ไปเรียน ส่วนใหญ่ก็เป็นพ่อแม่ที่ทำให้ แต่ฉันคงคัดค้านอะไรไม่ได้ เดี๋ยวจะหาว่า อิจฉาน้อง บรรดา Cultural Shock ที่จะเจอ เค้าก็คงผ่านมันไปได้เองนั่นแหละ May 19 เงินซื้อสิ่งที่เราไม่ต้องการไม่ได้ได้อ่านหนังสือเรื่อง หมอก ของ a books เป็นเรื่องของ 10 ชาวไทยที่เป็นกำลังให้กับชาติในแง่ที่คนไม่ค่อยคุ้นเคย
อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงแง่มุมใหม่ๆ กับความกล้าที่เค้าออกไปทำสิ่งดีๆ
คิดขึ้นมาว่า ดีจังเลย เท่
โดยเฉพาะถ้าทำตอนเป็นนักศึกษานี่มันดูเท่ที่สุด
แต่มันก็ไม่ใช่ความเท่หรอก ที่ทำให้พวกเค้า และพวกเรา ยืนอยู่ตรงนั้น หรือตรงไหน
ฉันไม่ใช่เด็กที่ทำกิจกรรม นึกย้อนไปแล้วก็เสียดายที่ทำกิจกรรมนอกคณะน้อยไป กิจกรรมที่ดูมาทางนี้มากที่สุดคือไปจัดนิทรรศการศิลปะเด็กผู้ป่วยเอดส์อยู่สิบวันกับ Sealnet ซึ่งเป็นองค์กรนอกโลกสำหรับเด็กสถาปัตย์เลย และสำหรับพวกเขาเราก็มาจากโลกไหนสักแห่งที่ดูคล้ายๆดาวที่เอเลี่ยนมีมือเป็นพู่กัน
ตอนนั้นก็แว้นกะพ่อ เพราะต้องโดดเรียนไปไหนไม่รู้สิบกว่าวัน ถ้าการเรียนตกทำไง (คือในเทอมนั้นถึงอยู่ก็ไม่คิดว่าจะดีกว่านั้นแล้วค่ะ) พอไปโน่นแล้วก็ใช่ว่าจะได้ทุกอย่างตามใจคิด
แต่ มันกลับเป็นประสบการณ์ที่เห็นภาพแจ่มชัดในมโนสำนึกที่สุดเมื่อนึกย้อนไปถึงชีวิตในปีที่แล้ว
ธิ เพื่อนที่เรียนสถาปัตย์มาด้วยกัน ผู้ทำกิจกรรมอย่างน่ายกนิ้วให้ เพราะเค้าเป็นประธานรักบี้ ฯลฯ (เคยไปเล่นด้วยอยู่วันสองวัน ท่าทางเค้าดีใจมากที่ฉันมา หลังจากนั้นก็พยายามหาเรื่องที่คุยด้วยได้คุยกันอยู่เรื่อยๆ) เคยบอกว่า กิจกรรมน่ะ ลงท้ายทำไปแล้ว ก็ไม่มีใครจำเราได้หรอกว่าเราทำอะไร หรือต่อให้จำได้ ก็ไม่มีความหมายหรอกจ๊ะโอ๋...
"มันได้กับตัวแหละนะ ทุกสิ่งที่ทำน่ะ"
ฉันนึกย้อนแล้วก็จริง ภาพในอดีตทั้งหมดที่เป็นภาพสี เรื่องราวที่สอนฉันว่ามีอะไรมากนอกกะลา ส่วนมากไม่ได้มาจากห้องเรียน
พอกิจกรรมที่ทำผ่านไปนานๆ ก็ไม่มีใครมานั่งระลึกหรอกว่า ไอ้นี่มันช่างเสียสละเหลือเกินนะ ในช่วงนี้ แต่ไอ้มนุษย์คนนั้น ก็คงมีภาพอะไรบ้างที่ตัวเองได้จดจำ ซึ่งเค้าเท่านั้นที่รู้ว่ามันมีความหมายกับเค้าอย่างไร เพราะงั้นไม่ว่าทำอะไรก็น่าจะเป็นอะไรที่ใจอยากทำที่สุด เมื่อถึงวันนึงที่คนทั้งโลกลืมเราไปแล้ว อย่างน้อยเราก็ยังมีภาพดีๆให้ตัวเองจำได้
ไม่ต้องเรื่องดีตลอดก็ได้ แต่อย่าให้เสียใจเลยว่าอยากทำอะไรแล้วตอนนั้นไม่ได้ทำ
คนเราหล่อหลอมขึ้นมาทุกวันด้วยสิ่งที่ทำ สิ่งที่เป็น ก่อร่างสร้างภาพเราขึ้นมา ที่ผ่านมามีหลายวันเลยที่ฉันคิดเมื่อจบวันว่า "เฮ่ย หมดวันแล้ว วันนี้เราได้ทำอะไรที่มันมีความหมายมั่งวะ"
คิดหนักเลยตอนฝึกงาน ตอนนั้นเป็นช่วงที่เราไม่ได้ดั่งใจที่สุดแล้ว คือต้องทำตามคำสั่งของคนอื่นในสิ่งที่ไม่ได้อยากทำ แล้วบางทีก็นั่งเบื่อไม่มีอะไรทำ แล้วพอมีอะไรให้ทำ ก็ต้องบังคับตัวเองให้ทำ
ธรรมะแล่นเข้าออกสมองสองซีก "จงอยู่กับปัจจุบันแล้วเจ้าจะมีความสุข จงอย่าเรียกร้องอดีตหรือไขว่คว้าอนาคต ปัจจุบันคือธรรม" คำตอบจากจิต "นัตถิ เม สรณัง อัญญัง นี่ไม่ใช่สรณะอันเขษมสำหรับตู (โว้ย)"
ฝึกงานอยู่ 2 เดือนกว่าๆ ก็ออกมา มีแต่ความเสียใจว่าออกช้าเกินไป แม้ว่าตอนนั้นจะพยายามปลอบใจตัวเองและมองโลกในแง่ดีทุกอย่าง แต่ไม่พอที่จะทำให้สิ่งที่ไม่ใช่สำหรับเรากลายเป็นสิ่งที่ใช่ขึ้นมาได้
ฉันก็ยังค้นหาอยู่นะ ว่าเราเหมาะที่จะเดินไปทางไหน แต่คืออย่างน้อยตอนนี้ฉันกล้าเดินผิดขึ้นมาบ้างแล้ว (เพราะมันผิดไปแล้วหลายทาง แม้แต่ทางที่คิดมาตลอดว่า ชัวร์ ตีน ก็เป็นแค่การหลอกตัวเองมาตลอด) หวังว่าหลงทางเข้าขั้นแล้วคงค้นเจออะไรสักอย่าง
กำลังจะทำธีสิส สิ่งที่คิดอยากทำคือ อยากทำอะไรที่เป็น impact ต่อสังคม แล้วจับต้องได้ อยากให้มันมีชีวิตของมันเองต่อแม้งานเสร็จไป แต่ไม่ใช่มีบุตรนะคะ
ทำไรดี..น้า |
|
|