September 30
อากง
เขียนถึงผู้ชายสองคน ที่มีอิทธิพลต่อเรามากๆในชีวิต
ปู่ กะ พ่อ
เรื่องก็มีอยู่ว่า ปู่เราเป็นมะเร็ง
มะเร็งชนิดเดียวกับที่ทำให้ย่าเราจากไปเมื่อประมาณ 3 - 4 ปีที่แล้ว
คือแอบซ่อนอยู่ที่ขั้วปอด เอ็กซ์เรย์ไม่เห็น
สมัยยังหนุ่มปู่เราสูบบุหรี่มวนต่อมวน จริงอยากให้เพื่อนเราที่ตั้งโรงสีกันในคณะดูเอาไว้ว่าแก่แล้วจะเป็นยังไง
สมัยที่อาม่าเป็นมะเร็ง มันจะมีอาการหลายอย่างบ่งบอกมาก่อน อาจจะเพราะผู้หญิงที่มีลูกแล้วมักจะไม่แข็งแรงเท่าตอนยังไม่มี อาม่าฉันเป็นเด็กไอดีตัวอย่างด้วยการมีลูกเข้าไปตั้ง 6 คน เป็นโรงงานที่ประสบความสำเร็จมาก
ตอนนั้นอาม่าทั้งผ่าตัดสมอง ให้คีโม ฯลฯ ทรมานจนญาติเราที่ดูแลบอกว่า ไม่รู้ว่าตกลง ให้คีโมดีหรือไม่ดี
เถอะ อย่างไรอาม่าก็ไปสวรรค์แล้ว กลับมาที่คนที่ยังอยู่
อากงเป็นคนที่แข็งแรงมาก และเป็นคนที่ ในความทรงจำของฉันจะแยกตัวจากคนอื่นๆ จำได้ว่าตอนที่บ้านเรายังกินข้าวรวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ทุกคนจะนั่งรวมกันเพื่อดูทีวีหลังอาหาร แต่จะมีอากงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะของท่านตรงข้างตู้เย็น ทำอะไรไปเรื่อย แต่จะไม่เข้ามานั่งเฮฮาด้วยกัน
ฉันคิดว่า คนที่ทำแบบนั้น อาจจะเพราะ เค้าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
บางทีมันก็แค่เงื่อนไขบางอย่าง ความกล้าบางๆ ที่จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน แล้วทำให้ได้เข้าไปนั่งหัวเราะร่วมกันในวง แทนที่จะนั่งอยู่แต่นอกวง
หรือบางที อากงก็อาจจะไม่ต้องการ?
พ่อฉันไม่สนิทกับอากง ตอนที่เกิดอากงก็ไม่อยู่ และเหมือนกับว่าอากงเคยบอกไม่ให้พ่อเรียนหนังสือต่อ ให้ออกมาขายของ (ซึ่งถ้าเป็นไปตามนั้น พ่อก็คงไม่สอบได้ทุนญี่ปุ่น ไม่ได้เจอแม่ และอีกหลายอย่างก็คงไม่เป็นอย่างที่มันเป็นตอนนี้)
ฉันเคยคุยกับพ่อ แล้วๆพ่อก็นิยามอากง ว่า "ไม่สนิท ไม่เคยกินข้าวนอกบ้านด้วยกัน ไม่เคยพาไปไหนเลย" สายตาพ่อฉันตอนนั้นมันเหงามาก
ผู้ชายที่ผิดหวังในตัวพ่อของตัวเอง ต้องเป็นคนที่เข้มแข็งมากเลย เพราะเค้าจะไม่มี Role Model เป็นของตัวเอง แล้วก็จะไปมุ่งมั่นกับอะไรอย่างอื่น
บางทีฉันก็อยากให้พ่อรู้ว่า พ่อเป็นฮีโร่ของฉันนะ ไม่ว่าตอนเด็กของพ่อเป็นยังไงมา แต่พ่อก็ทำให้ฉันมีวัยเด็กที่สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติเลย และมันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ที่ฉันมีและเป็นทุกสิ่งอย่าง
เหมือนเป็นจักรวาลเล็กๆ ที่คนหลายคนทุ่มเททุกอย่างให้มันหมุนไป
ไปนั่งกืนข้าวกับพ่อแล้วพ่อมักจะพูดเรื่องที่ไม่รู้ว่าหลุดมาจากส่วนไหนของจักรวาล อย่างเรื่องมิติของเวลา หรือเรื่องไดโนเสาร์ในอดีตกับอาหารที่มันกิน หรือขนาดต้นไม้ในยุคนั้นที่ใหญ่เวอร์ บางทีก็มีเรื่องของเบื๊อกที่ชื่อสตีเฟ่น ฮอว์กิ้นส์
ฉันชอบมองเวลาพ่อพูดเรื่องพวกนี้ เพราะพ่อจะอายุลดลงมาเป็นคนช่างฝันคนหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป มันทำให้ฉันระลึกได้ถึงยูโทเปียทางความคิดของตัวเอง และทำให้สบายใจว่าจะเชื่อในสิ่งที่ไม่ commercial บ้างก็ไม่ผิดอะไร ในตาของพ่อ มันก็มียูโทเปียของท่านอยู่ตรงนั้นจริงๆ
อากงเป็นมะเร็งคราวนี้ไม่มีใครบอกอะไรเค้าเลย เนื่องจากเค้าเป็นคนแข็งแรงมาก พอไปตรวจอีกทีมันเลยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายไปเสียแล้ว
จริงๆน่าจะมีเซนส์หยั่งรู้ได้บ้างนะ เพราะลูกหลานก็พากันซื้อยาบำรุงไปให้ และเวลาหมอเรียกไปคุยก็เรียกคุยแต่กับญาติเนี่ยะ เป็นเราเราคงคิดแล้วว่า ไม่ชอบมาพากลด้วยประการทั้งปวง
ความทรงจำของฉันกับอากงมีแค่ตอนที่อากงยกฉันเหวี่ยงไปมาตอนเด็กๆ เหมือนชิงช้าแนวข้าง สนุกมาก กับตอนที่ฉันวาดรูปจากกระดาษเหลือใช้ตอนเด็กๆแล้วเอาไปโยนไว้นอกหน้าต่างเต็มเลย อากงก็ปีนออกไปเก็บมา ไม่ว่าอะไรสักคำ จะว่าไปแล้ว อากงก็ไม่ค่อยพูด ไม่รู้ไปพูดตอนไหน
ที่แน่ๆ มะเร็งยังไปไม่ถึงสมองอากง ระยะทางอีกไกลเลย เพราะอากงยังสติดี รายงานผลการตรวจวัดของหมอให้พ่อฟังได้ฉับๆ เป็นตัวเลข แล้วบอกเวลา บอกอะไรถูกหมด สงสัยครอบครัวนี้สติดีกันหมดจนมาสุดที่ฉันนี่เองมั้ง
ไม่อยากบอกว่าให้อากงหายดี แข็งแรง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ตอนอาม่าป่วยก็เคยโกหกตอแหลประมาณว่าอาม่าจะต้องหาย แล้วก็ซี้อยู่ดี รอบตัวก็พบพานกับการจากกันด้วยมะเร็งมาตลอด